การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตเพชรสังเคราะห์: กรณีศึกษา โรงงานผลิตเพชรสังเคราะห์

ผู้แต่ง

  • สราญรัตน์ วิจิตรคุณวัฒน์ สาขาการจัดการวิศวกรรม ภาคพิเศษ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
  • ศันสนีย์ สุภาภา ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
  • พัชราภรณ์ ญาณภิรัต ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

คำสำคัญ:

feasibility study, MPCVD, synthetic diamond, sensitivity analysis, FMEA

บทคัดย่อ

บริษัทกรณีศึกษาและบริษัทคู่ค้า ณ ประเทศสิงคโปร์มีข้อตกลงร่วมกันในการศึกษาลู่ทางการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตเพชรสังเคราะห์ในประเทศ จึงได้มีการศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านการตลาด เทคนิคการผลิต การจัดการโครงการ การเงิน การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจและสังคม  ความไวในการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นความเสียหายและผลกระทบต่อกระบวนการผลิต ผลจากการศึกษาโครงการด้านการตลาด โครงการจะจำหน่ายเพชรสังเคราะห์ขนาด 1 กะรัตให้กับลูกค้าซึ่งเป็นคู่ค้าผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรหลักให้กับบริษัทกรณีศึกษาในประเทศสิงคโปร์ ปริมาณปีละ 495 กะรัต ในราคากะรัตละ 80,000 บาท กระบวนการผลิตจะใช้หลักการตกสะสมของไอเชิงเคมี (MPCVD) และใช้เทคโนโลยี Sarin Technology ในการเจียระไน ระยะเวลาในการก่อสร้างโรงงานประมาณ 1 ปี และจะใช้พนักงานทั้งสิ้น 27 คน ค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งสิ้น 92 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาในการวิเคราะห์โครงการ 10 ปี ที่อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ลงทุนพึงพอใจร้อยละ 17 คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสดสุทธิหลังหักภาษีได้ 10.40 ล้านบาท และระยะเวลาการคืนทุน 7 ปี 11 เดือน โครงการมีอัตราผลตอบแทนภายในร้อยละ 20.20 สามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันที่ 33.41 ล้านบาทและมีผลตอบแทนทางสังคมคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 3.45 ล้านบาท ในการวิเคราะห์ความไวต่อการเปลี่ยนแปลงตัวแปร พบว่า โครงการมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณการจำหน่ายเพชรสังเคราะห์ที่ลดลงต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่กำหนด ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการจะใช้รูปแบบของความเสียหายและผลกระทบ (FMEA) ที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการที่อาจมีผลกระทบต่อปริมาณการผลิตและจำหน่าย พบว่า ค่า RPN ของระบบก๊าซมีค่าสูงที่สุดซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการผลิต และความเป็นไปได้ในการลงทุน

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-01-09

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Research Article)