การใช้กลวิธี เอส ที เอ อาร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชั่นเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา ทางคณิตศาสตร์และสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

ผู้แต่ง

  • ณัฐธิดา กันทะมา สาขาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ศักดา สวาทะนันทน์ สาขาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • นทัต อัศภาภรณ์ สาขาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คำสำคัญ:

กลวิธีเอส ที เอ อาร์, เกมมิฟิเคชั่น, ทักษะการแก้ปัญหาคณิศาสตร์, สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม, นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี เอส ที เอ อาร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชั่น ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 2) ศึกษาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี เอส ที เอ อาร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชั่น ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบวกค้าง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 12 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี เอส ที เอ อาร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชั่น เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมจำนวน 5 แผน 15 ชั่วโมง 2) แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และ 3) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนร้อยละพัฒนาการ

ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี เอส ที เอ อาร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชั่นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยเฉลี่ยเท่ากับ 7.17 มีคะแนนร้อยละพัฒนาการเท่ากับ 80.95 แปลผลได้ว่าระดับพัฒนาการอยู่ในระดับสูงมาก 2) สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี เอส ที เอ อาร์ ร่วมกับเกมมิฟิเคชั่น ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยมีคะแนนร้อยละ 91.30 แปลผลได้ว่ามีคะแนนอยู่ในระดับเหนือความคาดหวัง

เอกสารอ้างอิง

วิจารณ์ พานิช. (2558). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21. วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 1(2), 3-14.

สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2566). [ออนไลน์]. แบบรายงานโรงเรียนย้อนหลัง 3 ปี. [สืบค้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567]. จาก https://nt.obec.go.th/

Maccini, P. and Hughes, C. A. (2000). Effects of a Problem-Solving Strategy on the Introductory Algebra Performance of Secondary Students with Learning Disabilities. Learning Disabilities Research and Practice, 15(1), 10-21.

ชลธิชา ช้างคำ, รสริน เจิมไธสง, และพรภิรมย์ หลงทรัพย์. (2566). การจัดการเรียนการสอนด้วยกลวิธี STAR ร่วมกับเทคนิคการแบ่งกลุ่ม เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 13(3), 19-25.

สุชัญญา เยื้องกลาง, ธนดล ภูสีฤทธิ์, และสุทธิพงศ์ หกสุวรรณ. (2562). การพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานโดยใช้เกมมิฟิเคชั่นเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและทักษะการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์สู่ชีวิตจริงระดับประถมศึกษา. วารสารราชพฤกษ์, 17(1), 66-75.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2564). [ออนไลน์]. สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม. [สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567]. จาก https://cbethailand.com/หลักสูตร-2/กรอบหลักสูตร/สมรรถนะหลัก-6-ประการ/สมรรถนะการรวมพลังทำงาน.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2564). [ออนไลน์]. หลักสูตรฐานสมรรถนะ. [สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567]. จาก http://cbethailand.com/หลักสูตร/หลักสูตรฐานสมรรถนะ.

ศิริชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎีการประเมิน (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สมเกียรติ อินทสิงห์. (2559). การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กลวิธี เอส ที เอ อาร์ ร่วมกับกราฟิกออแกไนซ์เซอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 9(1), 356-368.

Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (1999). Making Cooperative Learning Work. Theory Into Practice, 38(2), 67-73.

กนกนาฎ มงคลสวัสดิ์, และสิทธิพล อาจอินทร์. (2567). การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับสื่อโมชันกราฟิก (Motion Graphic). วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม, 14(1), 336-350.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

25-10-2025

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย