ผลของโครเมียมต่อการบำบัดดินปนเปื้อนฟีแนนทรีนและไพรีนโดยบวบเหลี่ยม และความเป็นไปได้ในการสะสมโครเมียมของพืช
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ศึกษาการปลูกบวบเหลี่ยม (Luffa acutangula) เพื่อบำบัดฟีแนนทรีน ไพรีน และโครเมียมไตรวาเลนท์ในดินที่ปนเปื้อนร่วมกันระหว่างสารทั้งสามชนิด ผลการวิจัยพบว่าการปนเปื้อนร่วมกันระหว่างฟีแนนทรีน ไพรีน และโครเมียมไตรวาเลนท์ไม่ส่งผลเสียต่อการเจริญของบวบเหลี่ยม โดยความยาวราก น้ำหนักสดของราก ความยาวยอด น้ำหนักสดของยอด จำนวนกิ่งต่อต้น ความสูงของใบและน้ำหนักของใบบวบเหลี่ยมที่เจริญในดินที่ปนเปื้อนเป็นเวลา 50 วันไม่แตกต่างจากบวบเหลี่ยมที่เจริญในดินที่ไม่ปนเปื้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความกว้างของใบบวบเหลี่ยม ปริมาณคลอโรฟิลล์บี และปริมาณคลอโรฟิลล์ทั้งหมดของใบบวบเหลี่ยมที่ปลูกในดินที่ปนเปื้อนเป็นเวลา 50 วันต่ำกว่าบวบเหลี่ยมที่ปลูกในดินที่ไม่ปนเปื้อน อย่างไรก็ตามการปลูกบวบเหลี่ยมไม่ช่วยส่งเสริมการบำบัดฟีแนนทรีนและไพรีนในดินที่ปนเปื้อนโครเมียมไตรวาเลนท์ได้มากกว่าในดินที่ไม่ปลูกพืช โดยปริมาณฟีแนนทรีนและไพรีนที่เหลืออยู่ในดินที่ปลูกบวบเหลี่ยมและไม่ปลูกบวบเหลี่ยมมีค่าระหว่างร้อยละ 18.3 - 43.2 และ 22.3 – 40.9 ในวันที่ 50 ของการย้ายต้นกล้าบวบเหลี่ยม ตามลำดับ นอกจากนี้การสะสมฟีแนนทรีนไพรีน และโครเมียมไตรวาเลนท์ในบวบเหลี่ยมถือเป็นปริมาณที่น้อยมาก ดังนั้นบวบเหลี่ยมจึงไม่ใช่พืชที่มีความเหมาะสมต่อการนำมาบำบัดดินที่ปนเปื้อนร่วมกันระหว่างพีเอเอชและโครเมียม กลไกการลดปริมาณพีเอเอชในดินอาจเกิดเนื่องจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่ปรากฏในดินอยู่แล้ว
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.