การวินิจฉัยการดื้อต่อยาต้านจุลชีพของแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ที่แยกได้จากผิวสัมผัสบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ในห้องเรียนรวมและห้องสมุด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

Main Article Content

สุจิตรา ยาหอม
จิตรสุดา กุลวัฒน์

บทคัดย่อ

การตรวจวิเคราะห์การดื้อต่อยาต้านจุลชีพของแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ที่พบปนเปื้อนอยู่บนผิวสัมผัสของเมาส์ แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์และลูกบิดประตูในห้องเรียนรวมและห้องสมุด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 59 ตัวอย่าง เมื่อนำแบคทีเรียที่ตรวจพบมาจัดจำแนกเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ด้วยวิธีทางชีวเคมีที่จำเพาะต่อเชื้อแบคทีเรีย S. aureus พบว่าเป็นแบคทีเรีย S. aureus ทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ แบคทีเรีย S. aureus CM302 แบคทีเรีย S. aureus CM304 และแบคทีเรีย S. aureus CK308 เมื่อนำแบคทีเรียทั้ง 3 สายพันธุ์ มาทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพทั้งหมด 10 ชนิด ผลการทดสอบพบว่าแบคทีเรีย S. aureus CM302 และ S. aureus CM304 มีความไวต่อยาต้านจุลชีพที่ทดสอบทั้งหมด 10 ชนิด ส่วนแบคทีเรีย S. aureus CK308  มีความไวต่อยาต้านจุลชีพที่ทดสอบเพียงชนิดเดียวคือยา Chloramphenicol (C) และดื้อต่อยาต้านจุลชีพอีก 9 ชนิด  และเมื่อนำเชื้อทั้ง 3 สายพันธุ์ มาตรวจสอบหาค่า MIC ของยา Oxacillin และยา Vancomycin ด้วยวิธี broth dilution เพื่อคัดกรองเชื้อ MRSA  VISA และ VRSA ผลการทดสอบพบว่าแบคทีเรีย S. aureus CM302 ดื้อ (R) ต่อยา Oxacillin (OX) โดยมีค่า MIC อยู่ที่ 256 µg/mL และมีความไว (S) ต่อยา Vancomycin (VA) โดยมีค่า MIC อยู่ที่ 16 µg/mL เป็นเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่ม MRSA และ VISA ส่วนแบคทีเรีย S. aureus CM304 มีความไว (S) ทั้งต่อยา Oxacillin (OX) และ Vancomycin (VA) โดยมีค่า MIC อยู่ที่ 2 และ 16 µg/mL เป็นเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่ม VISA และแบคทีเรีย S. aureus CK308 พบว่าดื้อ (R) ต่อยา Oxacillin (OX) โดยมีค่า MIC อยู่ที่ ≥ 256 µg/mL และมีความไว (S) ต่อยา Vancomycin (VA) โดยมีค่า MIC อยู่ที่ 16 µg/mL เป็นเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่ม MRSA และ VISA การพบแบคทีเรีย S. aureus ที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพทั้งหมดบนอุปกรณ์เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าต้องระวังเกี่ยวกับการทำความสะอาดและการกำจัดเชื้อบนผิวของอุปกรณ์เหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาสู่ผู้ใช้งานต่อไป

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ยาหอม ส., & กุลวัฒน์ จ. (2025). การวินิจฉัยการดื้อต่อยาต้านจุลชีพของแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ที่แยกได้จากผิวสัมผัสบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ในห้องเรียนรวมและห้องสมุด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 53(1), 92–100. https://doi.org/10.14456/kkuscij.2025.7
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ภัทรชัย กีรติสิน. (2552). ตำราวิทยาแบคทีเรียทางการแพทย์. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: หจก. วี.เจ. พริ้นติ้ง จำกัด.

เทอดศักดิ์ ศรีอ่อน และกาญจนา นาถะพินธุ. (2558). ชนิดและปริมาณเชื้อจุลินทรีย์บนพื้นผิวอุปกรณ์ในโรงพยาบาลชุมชนโนนสังและโรงพยาบาลหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม 12(2): 69 - 80.

นิตยา อินทราวัฒนา และมุทิตา วนาภรณ์. (2558). โรคติดเชื้อในโรงพยาบาลและสถานการณ์การดื้อยา. วารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ 22(1): 81 - 92.

สุบัณฑิต นิ่มรัตน์. (2555). การจัดจำแนกแบคทีเรียแกรมบวกรูปร่างกลม: วงศ์ไมโครคอกเคซีอีและสเตรปโตคอกเคซีอี. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 113 หน้า.

สุดสายชล หอมทอง, ดวงกมล นิลพันธุ์, วราลักษณ์ วิราทนา และนฤพล เดชกล้า. (2557). การศึกษาเบื้องต้นของการแพร่กระจายของจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดและ Staphylococcus aureus บนเมาส์คอมพิวเตอร์และแป้นคอมพิวเตอร์สาธารณะและโทรศัพท์มือถือในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา 19(2): 28 - 37.

สุดสายชล หอมทอง, กิ่งแก้ว อินทนน, รุ่งทิวา เดชสง่า และอริศา อ่อนสุวรรณ. (2560). การแพร่กระจายของแบคทีเรียทั้งหมดและ S. aureus บนโทรศัพท์มือถือของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเขตอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ฉบับพิเศษเดือนกรกฎาคม 2560 19(1): 41 - 50.

สุนทรี สวนทับทิม. (2565). การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารทำความสะอาดบนพื้นผิวโต๊ะปฏิบัติการห้องปฏิบัติการ

จุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 30(1): 174 - 185.

สุพรรณี ยิ่งขจร, สตา สุทธิโชติ, นิธิกุล หงส์ทอง, ตั้ม บุญรอด, วิชชาดา สิมลา และศิริรัตน์ ศรีรักษา (2564). การดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียในโรงพยาบาล: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงอภิมาน. วารสารวิชาการสาธารณสุข 30(5): 916 - 927.

Acharjee, M., Akter, T., Tabassum, N., Rahaman, M.M. and Noor, R. (2019). Prevalence of Methicillin and Vancomycin resistant Staphylococcus aureus on the touch screen of automated teller machines in Dhaka city. Bangladesh Journal of Microbiology 36(1): 23 - 27.

Badamchi, A., Movahedi, Z., Javidinia, S., Shokrollahi, M.R., Naghadalipoor, M., Shirin, S. and Tabatabaei, A. (2018). Methicillin- and Vancomycin-Resistant Staphylococcus aureus on computer keyboards located in different wards of a third-level hospital in Tehran, Iran. Annals of Infectious Disease and Epidemiology 3(1): 1 - 5.

Castro, A., Silva, J. and Teixeira, P. (2018). Chapter 8 - Staphylococcus aureus, a Food Pathogen: Virulence Factors and Antibiotic Resistance. Foodborne Diseases 15: 213 - 238.

Clinical laboratory standards institute: CLSI. (2020). Performance standards for antimicrobial susceptibility testing. 30th edition. USA: Clinical laboratory standards institute. 332 pp.

Cohen, T.S., Hilliard, J.J., Jones-Nelson, O., Keller, A.E., O’Day, T., Tkaczyk, C., DiGiandomenico, A., Hamilton, M., Pelletier, M., Wang, Q., Diep, B.A., Le, V.T.M., Cheng, L., Suzich, J., Stover, C.K. and Sellman, B.R. (2016). Staphylococcus aureus α toxin potentiates opportunistic bacterial lung infections. Science translational medicine 8(329): 329 - 331.

Hartman, B.J., Benson, M., Junger, A., Quinzio, L., Röhrig, R. and Fengler, B. (2014). Computer keyboard and mouse as a reservoir of pathogens in an intensive care unit. Journal of Clinical Monitoring and Computing 18: 7 - 12.

Michael, O.T., Christian, A.L., David, K. M. and Akua, O. F. (2021). Multidrug-Resistant Bacteria on the Mobile Phones and Computer Keyboards of Healthcare University Students in Ghana. Canadian Journal of Infectious Diseases and Medical Microbiology 2021: 1 - 8.

Sharma, H., Smith, D., Turner, C.E., Game, L., Pichon, B., Hope, R., Hill, R., Kearns, A. and Sriskandan, S. (2018). Clinical and molecular epidemiology of staphylococcal toxic shock syndrome in the United Kingdom. Emerging Infectious Diseases 24(2): 258 - 266.