การวิเคราะห์สารสำคัญและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระของพืชสมุนไพรท้องถิ่น ในภาคเหนือเพื่อพัฒนาเป็นชาสมุนไพรสำเร็จรูป
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยชิ้นนี้มีวตัถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสารสําคัญ กิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระของพืชสมุนไพรท้องถิ่นภาคเหนือ 10 ชนิด ได้แก่ เปล้าใหญ่ เปล้าน้อย ตองแตก ตูน (อ้อดิบ) ไผ่ ป่านรามี ราชพฤกษ์ กล้วยตีบ หญ้าคา และหญ้าไซ เพื่อนํามาพัฒนาเป็นชา สมุนไพรสําเร็จรปู ตัวอย่างพืชสมุนไพรถูกนํามาสกัดด้วยน้ำกลั่น จากนั้นนําไปตรวจสอบหาสารสําคัญในพืชเบื้องต้น ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ แทนนิน เทอร์พีนอยด์ และซาโปนินตามวิธีมาตรฐาน หาปริมาณโพลีฟีนอล ด้วยวิธี Folin-Ciocalteau หากิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) และ Thiobarbutiric acid reactive substances (TBARS) จากการทดลอง พบว่า พืชสมุนไพรส่วนใหญ่พบสารสําคัญในกลุ่มเทอร์พีนอยด์และพบซาโปนินในปริมาณน้อย การหาปริมาณโพลีฟีนอลและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระโดยใช้ความเข้มข้นของสารสกัดพืชที่ 2000 µg/ml พบว่าเปล้าใหญ่มีค่าโพลีฟีนอลสูงสุด คือ 747.08 µgGAE/ml และมี
เปอร์เซ็นต์ความสามารถของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในการต้านออกซิเดชัน ด้วยวิธี TBARS สูงสุด คือ 58.25% ขณะที่กิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH พบว่า เปล้าใหญ่ เปล้าน้อย ตองแตก หญ้าคาและไผ่ มีความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH สูงสุดไม่แตกต่างกัน (p >0.05) คือ 75.95 ,78.42, 80.29, 79.94 และ 76.91 % ตามลําดับ จากนั้นเตรียมสมุนไพรทั้ง 10 ชนิด ทั้งหมด 4 สูตร นําไปทดสอบคุณภาพทางประสาทสัมผัสด้วยวิธี Hedonic 9 Points Scale พบว่าสูตรที่ 2 และสูตรที่ 4 ไม่มีความแตกต่างกัน (p >0.05) เมื่อพิจารณาถึงกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสูตรที่ 2 มีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าสูตรที่ 4 ดังนั้นจึงทําการเลือกสูตรที่ 2 มาทําการศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการชงชาสมุนไพรสําเร็จรูปเพื่อให้ได้โพลีฟีนอลสูงสุด โดยการวางแผนการทดลองแบบ Response surface methodology (RSM) พบว่า สภาวะที่เหมาะสมในการชงชาคือ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส และเวลา 20 นาที เนื่องจากให้ปริมาณโพลีฟีนอล สูงที่สุด คือ 130.88 µgGAE/ml
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.