ผลของพันธุ์มันสําปะหลังที่มีปริมาณไซยาไนด์แตกต่างกันต่อปริมาณการกิน การเจริญเติบโต และผลผลิตไหมอีรี่ในฤดูหนาว

Main Article Content

สุเมธ มาสขาว
ศิวิลัย สิริมังครารัตน์
เดือนเพ็ญ วงค์สอน
วีระศักดิ์ ศักดิ์ศิริรัตน์

บทคัดย่อ

มันสําปะหลังจัดเป็นพืชอาหารหลักชนิดหนึ่งที่สําคัญต่อการเพาะเลี้ยงไหมอีรี่ในประเทศไทย ซึ่งในมันสําปะหลังนั้นมีสารไซยาไนด์ที่อยู่ในรูปกรดไฮโดรไซยานิค (HCN) ที่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิต งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปริมาณไซยาไนด์ในใบมันสําปะหลังต่อปริมาณการกิน การเจริญเติบโต และผลผลิตของไหมอีรี่ รวมทั้งปริมาณไซยาไนด์ในใบที่ใช้เพาะเลี้ยง และในหนอน-ดักแด้ไหมอีรี่ที่เพาะเลี้ยงได้ในฤดูหนาว โดยนําใบมันสําปะหลังตัวแทนพันธุ์ที่นิยมปลูกและมีปริมาณไซยาไนด์ต่างกัน 5 พันธุ์ได้แก่ 5 นาที, ห้วยบง 80, ระยอง 72, ระยอง 9, และเกษตรศาสตร์ 50 มาเพาะเลี้ยงไหมอีรี่ในสภาพห้องปฏิบัติการ ที่อุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80±5 เปอร์เซ็นต์วางแผนการทดลองแบบ completely randomized design (CRD) พบว่า ไหมอีรี่มีการตอบสนองต่อใบมันสําปะหลังแต่ละพันธุ์แตกต่างกัน โดยปริมาณการกินเฉลี่ยของหนอนวัย 1–5 ที่เพาะเลี้ยงด้วยพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 มีค่าน้อยที่สุด (18.39 กรัม/ตัว) ซึ่งแตกต่างทางสถิติกับพันธุ์อื่นๆ (P<0.05) สําหรับวงจรชีวิตที่เพาะเลี้ยงด้วยมันสําปะหลังพันธุ์ต่างๆดังกล่าวมีค่าใกล้เคียงกันอยู่ระหว่าง 43 – 62 วัน โดยการอยู่รอดในระยะหนอน(วัย 1–5) นั้น พันธุ์ 5 นาทีมีค่าสูงที่สุด (92.00%) และการอยู่รอดระยะหนอน (วัย 1– 5) – ตัวเต็มวัย พันธุ์ระยอง 72 ให้ค่าสูงที่สุด (82.67 %) ขณะที่น้ำหนักหนอนเฉลี่ย (วัย 5 วันที่ 5) สูงที่สุดนั้นได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยพันธุ์ 5 นาที ส่วนผลผลิตเฉลี่ยของรังไหมอีรี่ที่เพาะเลี้ยงด้วยใบพันธุ์ระยอง 9 มีค่าสูงที่สุดเกือบทุกค่า ได้แก่ น้ำหนักรังสด (2.4097 กรัม), น้ำหนักดักแด้ (2.0658 กรัม), น้ำหนักเปลือกรัง (0.3097 กรัม) และน้ำหนักรังสดต่อหนอน 10,000 ตัว (21.48 กิโลกรัม) ขณะที่ผลผลิตไข่เฉลี่ยนั้นพันธุ์ 5 นาทีให้ค่าส่วนใหญ่สูงที่สุดเกือบทุกค่า ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ไข่ฟัก (89.20 %), จํานวนไข่ทั้งหมด (6,355.87 ฟอง) และจํานวนไข่ฟักทั้งหมด (5,680.93 ฟอง) สําหรับการวิเคราะห์ไซยาไนด์พบว่าใบมันสําปะหลังพันธุ์ 5 นาทีมีปริมาณไซยาไนด์ต่ำที่สุดเท่ากับ 64.46 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนในหนอนไหมอีรี่ที่เพาะเลี้ยงด้วยพันธุ์ห้วยบง 80 มีค่าต่ําที่สุด (0.12 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ําหนักสด) และดักแด้พันธุ์ระยอง 72 มีค่าต่ําที่สุด 0.79 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ําหนักสด เมื่อพิจารณาจากผลผลิตรังไหมพันธุ์ระยอง 9 มีความเหมาะมากที่สุดขณะที่พันธุ์ 5 นาทีมีความเหมาะสมที่สุดเพื่อการนําไปใช้ในการผลิตไข่ส่วนปริมาณไซยาไนด์ที่ตรวจพบในหนอนและดักแด้ไหมอีรี่ที่เพาะเลี้ยงด้วยใบมันสําปะหลังทุกพันธุ์นั้น จัดอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการนําไปบริโภคและใช้ประโยชน์ 

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
มาสขาว ส. ., สิริมังครารัตน์ ศ., วงค์สอน เ. ., & ศักดิ์ศิริรัตน์ ว. (2017). ผลของพันธุ์มันสําปะหลังที่มีปริมาณไซยาไนด์แตกต่างกันต่อปริมาณการกิน การเจริญเติบโต และผลผลิตไหมอีรี่ในฤดูหนาว. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 45(2), 379–391. สืบค้น จาก https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/KKUSciJ/article/view/249717
ประเภทบทความ
บทความวิจัย
ประวัติผู้แต่ง

สุเมธ มาสขาว, สาขากีฏวิทยา ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002

กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าและแมลงสําคัญทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002

ศิวิลัย สิริมังครารัตน์, สาขากีฏวิทยา ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002

กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าและแมลงสําคัญทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002 
ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรเพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002 และศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร สํานักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (AG–BIO/PERDO–CHE)

เดือนเพ็ญ วงค์สอน, กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าและแมลงสําคัญทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002

สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน อําเภอเมือง จ.นครราชสีมา 30000

วีระศักดิ์ ศักดิ์ศิริรัตน์, กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมป่าและแมลงสําคัญทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002

ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรเพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40002 และศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร สํานักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (AG–BIO/PERDO–CHE)