วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj <p><strong>วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</strong></p> <p><strong>สาขาขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong> </p> <p> บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ให้ความสำคัญในด้านการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ทุกระดับ โดยผลการวิจัยนั้นต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่ สามารถขยายผลความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่น หรือให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งมีขอบเขตดังนี้</p> <ol> <li>การจัดการเพื่อการพัฒนา</li> <li>สุขภาวะชุมชน</li> <li>เกษตรและอาหารเพื่อชุมชน</li> <li>ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</li> <li>การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมชุมชน</li> </ol> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ<br /></strong> ตีพิมพ์ผลงาน 2 ประเภท คือ</p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic article) </li> </ul> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p> บทความที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviews) จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ โดยผูัทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blinded Peer review) ผ่านระบบ ThaiJO</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมม์เผยแพร่</strong></p> <p> กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ฉบับคือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม-มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน กรกฏาคม-ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ต่อ 1 บทความ รายละเอียดดังนี้</p> <ul> <li>บุคคลภายนอก ค่าธรรมเนียม 4,500 บาท (สี่พันห้าร้อยบาทถ้วน)</li> <li>บุคคลภายในมหาวิทยาลัย (บุคลากรสายวิชาการ/สนับสนุน) ค่าธรรมเนียม ไม่เก็บค่าธรรมเนียม</li> <li>นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ค่าธรรมเนียม 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</li> </ul> <p> โดยจะเรียกเก็บเมื่อบทความของท่าน ได้รับการพิจาณาจากบรรณาธิการให้เข้าสู่กระบวนการส่งพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ โดยวารสารขอสงวนสิทธิ์คืนเงินกรณีบทความได้รับการปฏิเสธตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ จำนวน 2 ท่านจาก 3 ท่าน</p> Research and Development Institution, Uttaradit Rajabhat University (สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์) th-TH วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 2985-2986 การพยากรณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อวางแผนติดตั้ง เซลล์แสงอาทิตย์ตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย กรณีศึกษา เทศบาลตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/263385 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพยากรณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้าของเทศบาล ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และเพื่อวางแผนการติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าและคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในช่วงปี พ.ศ. 2561-2566 จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้วิธีการพยากรณ์แบบแยกส่วนร่วมกับดัชนีฤดูกาล เพื่อพยากรณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วงปี พ.ศ. 2567-2573 ผู้วิจัยทำการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ต้องการตามเป้าหมาย และคำนวณขนาดระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่จำเป็นต้องติดตั้งโดยอ้างอิงจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 1 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 3.41 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน สุดท้ายทำการสำรวจพื้นที่ว่างเปล่าของเทศบาลเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการติดตั้ง จากการศึกษาพบว่าเทศบาลตำบลแม่เมาะมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยเท่ากับ 115,234.16 kgCO<sub>2</sub>eq ต่อปี ในช่วงปี พ.ศ. 2561-2566 ผลการพยากรณ์แสดงให้เห็นว่าในช่วงปี พ.ศ. 2567-2573 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 133,222.55 kgCO<sub>2</sub>eq ต่อปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 17,988.39 kgCO<sub>2</sub>eq เมื่อเทียบกับปัจจุบัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2573 เทศบาลจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 46,796.93 kgCO<sub>2</sub>eq ต่อปี ซึ่งจะต้องผลิตพลังงานไฟฟ้าจากระบบเซลล์แสงอาทิตย์ให้ได้ 91,525.39 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือเท่ากับ 250.75 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน จากผลการวิจัยนี้ เทศบาลตำบลแม่เมาะสามารถดำเนินการติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 73.46 กิโลวัตต์ บนพื้นที่ว่างเปล่าที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายประเทศไทย 4.0 และเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรบูรณาการผลการวิจัยนี้เข้ากับแผนยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของเทศบาลแม่เมาะ เพื่อให้การดำเนินงานด้านพลังงานทดแทนเกิดความต่อเนื่องในระยะยาว ควรดำเนินการขยายผลการศึกษา ไปยังหน่วยงานท้องถิ่นอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป</p> ธัญญพัทธ ทิพยศุภวงศ์ พงศธร คำใจหนัก ประภาพร แสงบุญเรือง อัญธิชา รุ่งแสง เอกรัฐ อินต๊ะวงศา วราคม วงศ์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 1 16 การจัดการทุนวัฒนธรรมและการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวพุทธประเพณีอัฏฐมีบูชาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเศรษฐกิจวัฒนธรรมในตำบลทุ่งยั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/266600 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและจัดการทุนวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธประเพณีอัฏฐมีบูชา พัฒนากิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบนฐานพุทธประเพณีอัฏฐมีบูชา และประเมินผลการพัฒนากิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวต่อการยกระดับพื้นที่สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเศรษฐกิจวัฒนธรรมของชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งยั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา โดยดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาทุนวัฒนธรรมและบริบทพื้นที่ผ่านการสำรวจข้อมูลเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการทำแผนที่ทุนวัฒนธรรม ระยะที่ 2 การออกแบบและพัฒนากิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวพุทธประเพณีอัฏฐมีบูชา โดยบูรณาการความร่วมมือนักวิจัย ชุมชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และระยะที่ 3 การประเมินผลการพัฒนาในด้านการท่องเที่ยวและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว รวมทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการทุนวัฒนธรรมในพื้นที่สามารถนำไปสู่การพัฒนากิจกรรมเทศกาลและเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ โดยพบทุนวัฒนธรรมรวมทั้งสิ้น 58 รายการ ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งผลให้เกิดประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน นอกจากนี้ การพัฒนากิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรมจำนวน 15 รายการ รวมทั้งสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ โดยเทศกาลและกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 25,000 คน และส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงประสบการณ์ และความตั้งใจกลับมาเยือนซ้ำของนักท่องเที่ยวในระดับสูง (ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมเท่ากับ 4.40 (0.61) อีกทั้งยังพบว่าการดำเนินโครงการสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมจากการลงทุน (Social return on investment: SROI) เท่ากับ 2.61 ซึ่งแสดงถึงความคุ้มค่าของโครงการในระดับสูง จากผลการดำเนินการจัดการทุนวัฒนธรรมร่วมกับการพัฒนากิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวพุทธประเพณีอัฏฐมีบูชา สามารถยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเสริมสร้างเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่อื่นที่มีทุนวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันได้อย่างยั่งยืน</p> มณฑณ ศรีสุข สุดารัตน์ รอดบุญส่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 17 30 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตด้วยการยกระดับพฤฒพลังของผู้สูงอายุ แบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพึ่งพาตนเอง ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอย่างยั่งยืน https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/264361 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต และเพื่อศึกษาผลลัพธ์การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตด้วยการยกระดับพฤฒพลังของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม แบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพึ่งพาตนเองด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ อย่างยั่งยืน การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาระดับดัชนีพฤฒพลังและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม ในพื้นที่เป้าหมาย ระยะที่ 2 กระบวนการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตด้วยการยกระดับพฤฒพลังของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพึ่งพาตนเองด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ อย่างยั่งยืน และระยะที่ 3 การศึกษาผลลัพธ์ของการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอ้างอิง ประกอบด้วย Independent<em> t</em>-test และ Paired <em>t</em>-test ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตด้วยการยกระดับพฤฒพลังของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม แบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพึ่งพาตนเองด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ อย่างยั่งยืน เรียกว่า “5ส. โมเดล: สัมฤทธิ์สูงวัยอย่างมีคุณภาพด้วยการบูรณาการเศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพ” มีระยะเวลาในการดำเนินการ 8 ครั้ง และ 2) ผลลัพธ์การพัฒนา พบว่า ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดัชนีพฤฒพลังของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ หลังเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กล่าวคือ ดัชนีพฤฒพลังภาพรวม (<em>t </em>= 4.180, Mean diff. = 0.103, <em>p</em> &lt; 0.001) ส่วนก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นของกลุ่มทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กล่าวคือ ดัชนีพฤฒพลังภาพรวม (<em>t</em> = 3.962, Mean diff. = 0.094, <em>p</em> &lt; 0.001) ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ หลังเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (<em>t</em> = 16.996, Mean diff. = 30.35, 95%CI: 26.81-33.88, <em>p</em> &lt; 0.001) และก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นของกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (<em>t</em> = 20.854, Mean diff. = 32.57, <em>p</em> &lt; 0.001) ทั้งนี้ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและระดับดัชนีพฤฒพลังในพื้นที่อื่น ๆ ได้ต่อไป</p> อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง จิรัญญา บุรีมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 31 47 การพัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจาก ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้านแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/266578 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อพัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 และเพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ของ อสม. แบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินการศึกษา 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติการ 3) การสังเกต และ 4) การสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมวิจัยในระยะปฏิบัติการประกอบด้วย อสม. ตัวแทนชุมชนและภาคีเครือข่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องและการทดลองรูปแบบกลุ่มตัวอย่างเป็น อสม.จำนวน 100 คน เลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 50 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามและสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired <em>t</em>-test และ Independent <em>t</em>-test ผลการวิจัยพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ของ อสม. โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 3.64 (0.69) และ 3.69 (0.73) ตามลำดับ และได้พัฒนารูปแบบ SMART–PM model ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเสริมสร้างองค์ความรู้ 2) การเฝ้าระวังและกระตุ้นเตือน 3) การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติ 4) การเป็นต้นแบบ และ 5) การถ่ายทอดและสื่อสารข้อมูล ระยะปฏิบัติการได้นำรูปแบบไปทดลองใช้กับ อสม. กลุ่มทดลอง จำนวน 7 สัปดาห์ โดยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การฝึกปฏิบัติ การเฝ้าระวังการสื่อสารความเสี่ยงและพฤติกรรมการป้องกันตนเองและชุมชน ระยะการสังเกตพบว่าหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.001, <em>t</em> = 20.79 และ <em>p</em>-value &lt; 0.001, <em>t</em> = 30.60 ตามลำดับ) และระยะการสะท้อนผลพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ช่วยให้ อสม. นำไปใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 แก่ประชาชนในชุมชน ดังนั้นรูปแบบ SMART–PM model สามารถยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ของ อสม. ได้อย่างมีประสิทธิผลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาศักยภาพ อสม. ในพื้นที่เสี่ยงฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พงษ์ศักดิ์ อ้นมอย กิตติวรรณ จันทร์ฤทธิ์ ศศิธร สุขจิตต์ จงรัก ดวงทอง สุภาพร พงศ์ธรพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 49 69 แนวทางการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้: ความมั่นคงทางอาหาร https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/263376 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อศึกษาปัจจัยสำเร็จ อุปสรรค และสกัดองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นของระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลไกที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 12 คน ประกอบด้วย 1) กลไกสนับสนุน จำนวน 3 คน 2) กลไกขับเคลื่อนประเด็นความมั่นคงทางอาหาร จำนวน 3 คน 3) กลไกสนับสนุนเชิงประเด็น จำนวน 2 คน 4) กลไกติดตามประเมินภายในเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา จำนวน 2 คน และ 5) กลไกการสื่อสารสาธารณะ จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสนทนากลุ่ม ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความน่าเชื่อถือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบสนับสนุนด้านการทำงานและบุคลากร มีประสิทธิภาพที่ดี มีความชัดเจน และชุมชนมีความตระหนักรู้ก่อเกิดการจัดการสุขภาวะแบบมีส่วนร่วม โครงการสร้างผลผลิต เช่น ชุดความรู้ชุมชนและขยายพื้นที่ผลิตอาหารปลอดภัย ส่งผลให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และตระหนักรู้ด้านสุขภาวะ รวมถึงเกิดชุมชนต้นแบบและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ด้านปัจจัยสำเร็จและอุปสรรค ปัจจัยสำเร็จประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ ความพร้อมของพื้นที่และแกนนำ การสนับสนุนจากเครือข่าย และการบูรณาการภูมิปัญญา ส่วนอุปสรรค ได้แก่ ปัญหาการสื่อสาร งบประมาณไม่ต่อเนื่อง และผลกระทบจากภาวะโลกร้อน องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นรวมถึงการจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ การประสานงานและสร้างเครือข่าย ตลอดจนการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและแนวทางการพัฒนาคือการกำหนดโครงสร้างขับเคลื่อนฯ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการจัดการความรู้ การขยายพื้นที่และภาคีเครือข่าย และการจัดตั้งคน-ชุมชนต้นแบบ ทั้งนี้ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดตั้งกองทุนเฉพาะสำหรับความมั่นคงทางอาหารโดยใช้งบประมาณท้องถิ่น และการบรรจุประเด็นความมั่นคงทางอาหารลงในแผนพัฒนาจังหวัดและอำเภอ การสนับสนุนการขยายพื้นที่เกษตรปลอดภัย</p> จิรัชยา เจียวก๊ก ฐาณิดาภัทฐ์ แสงทอง ชนิษฎา ชูสุข ธันยากร ตุดเกื้อ ซูวารี มอซู เพ็ญ สุขมาก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 71 85 STUDENT PERCEPTIONS OF TRANSLATION LEARNING IN AI ERA: AN INQUIRY INTO THE NEEDS, MOTIVATIONS, EXPECTATIONS, AND PEDAGOGICAL IMPLICATIONS IN A CHINESE UNIVERSITY https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/266719 <p>The objectives of this research were 1) examine undergraduate students’ translation learning needs, 2) investigate their motivations, learning preferences, and pedagogical expectations, 3) integrate quantitative and qualitative findings to understand their developmental needs, and 4) develop and evaluate a CoI-informed model for translation competence development. The study involved 359 foreign language students at Guangxi University of Foreign Languages (GUFL), China. Quantitative data on students’ self-assessed translation competence across ten dimensions were collected through a structured questionnaire and analyzed using paired-sample t-tests and Pearson’s correlation coefficient, while qualitative data were analyzed using reflexive thematic analysis. Significant gaps between current levels and desired levels were found across all dimensions (<em>p</em> &lt; .001), with the largest gaps observed in language competence, strategic competence, and translation knowledge. Correlation analysis revealed critical thinking emerged as the most structurally central competence dimension. The thematic analysis generated seven core themes, including developmental progression, value-driven motivation, teacher guidance, communicative interaction, digital learning support, situated practice, and affective safety. Integrated findings led to the development of the Integrated Human and Digital Communication (IHDC) model, emphasizing pedagogical guidance, communicative interaction, and cognitive inquiry, with critical thinking functioning as the integrative core. Expert evaluation (N =20) confirmed the model’s appropriateness, particularly in contextual relevance, pedagogical suitability, and adaptability. The findings support AI-assisted translation learning, the integration of AI literacy and critical thinking into curricula, and authentic or scenario-based translation learning in multilingual university contexts such as GUFL.</p> Minna Liang Anurak Panyanuwat Phetcharee Rupavijetra ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 87 103 การพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการป้องกันความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยพลัง บวร.ร ตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/264082 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการป้องกันความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยพลัง บวร.ร และประเมินผลการพัฒนาเครือข่ายตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนในตำบลชัยจุมพล จำนวน 338 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ จำนวน 133 คน เก็บข้อมูลผ่านประเด็นคำถามในการสนทนากลุ่ม การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการจัดกิจกรรม ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 90.11 เคยซื้อหรือมีผลิตภัณฑ์สุขภาพในครัวเรือน โดยร้อยละ 53.99 ไม่ตรวจสอบเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่รับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และร้อยละ 54.37 ไม่ตรวจสอบวันหมดอายุหรือวันที่ควรบริโภคก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ ระดับการให้ความสำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.07 (0.66) การพัฒนาเครือข่ายชุมชนเพื่อการป้องกันความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วยพลัง บวร.ร ได้แก่ การให้ความรู้แกนนำเครือข่ายงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข การอบรมแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ประกอบการ ภาคีเครือข่าย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดตั้งศูนย์แจ้งเตือนภัย การสร้างกลุ่มสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของชมรมคุ้มครองผู้บริโภคตำบล และการจัดตั้งชมรม อย.น้อยในโรงเรียนทุกแห่งในพื้นที่ ผลการประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับผลของการพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการป้องกันความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์สุขภาพฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 (0.61) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพหรืออาจเป็นอันตราย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้ให้ประชาชนสามารถปกป้องตนเองและครอบครัวจากการถูกหลอกลวงทางการตลาดได้</p> เสมอเทพ แว่นวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 105 121 การใช้สารสกัดจากองุ่นป่าเพื่อส่งเสริมการงอกและความแข็งแรงในเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/266136 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากองุ่นป่า ต่อการส่งเสริมการงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ โดยใช้เทคนิค Osmopriming ในการเตรียมเมล็ดก่อนเพาะปลูก เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศที่มีความงอกเริ่มต้น 60 เปอร์เซ็นต์ ถูกแช่ในสารสกัดองุ่นป่าที่ผ่านการ Freeze dry ในความเข้มข้น 1, 2 และ 3 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ที่ 25 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปลดความชื้นและทดสอบคุณภาพ ผลการทดลองพบว่าเมล็ดที่แช่สารสกัดองุ่นป่าความเข้มข้น 3 เปอร์เซ็นต์ มีค่าความงอกสูงสุด 83.33 เปอร์เซ็นต์ ในสภาพห้องปฏิบัติการ และ 97 เปอร์เซ็นต์ ในสภาพเรือนทดลอง โดยมีค่าดัชนีการงอก 13.50 และ 19.30 ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.01) นอกจากนี้ เมล็ดที่แช่ในสารสกัดองุ่นป่า 2 เปอร์เซ็นต์ ให้ความยาวรากและความยาวลำต้นสูงสุด (17.35 และ 8.51 เซ็นติเมตร) ซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของต้นกล้าที่เพิ่มขึ้น ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า สารสกัดองุ่นป่าความเข้มข้น 2–3 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมสำหรับการเตรียมเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศด้วยเทคนิค Osmopriming เพื่อเพิ่มอัตราการงอก ความแข็งแรง และการเจริญของต้นกล้า ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์และการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมความแข็งแรงของเมล็ดในเชิงพาณิชย์ได้</p> ชนกเนตร ชัยวิชา นิมานรดี พรหมทอง เรวัติ ชัยราช บุษบา บัวคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 123 132 การปรับปรุงเครื่องแปรรูปเนื้อทุเรียนแบบแท่งเพื่อลดของเสีย จากกแปรรูปสำหรับผู้ประกอบการ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/265125 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงเครื่องแปรรูปเนื้อทุเรียนแบบแท่งสำหรับผู้ประกอบการ และเพื่อลดของเสียของเนื้อทุเรียนจากการแปรรูปเนื้อทุเรียนแบบแท่ง โดยศึกษาส่วนประกอบและการทำงานของเครื่องต้นแบบรวมทั้งทดสอบการแปรรูปเพื่อเก็บข้อมูลของเนื้อทุเรียนแท่งที่ไม่ได้คุณภาพ พบว่าทุเรียนแท่งที่ไม่ได้คุณภาพคิดเป็นร้อยละ 46.98 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของเนื้อทุเรียนทั้งหมดที่นำมาแปรรูป วิเคราะห์หาสาเหตุของของเสียโดยใช้แผนผังก้างปลา ได้ข้อสรุปว่าทุเรียนแท่งที่ไม่ได้คุณภาพอาจมีสาเหตุมาจากองค์ประกอบในการแปรรูปของเครื่อง โดยได้ทำการปรับปรุงชุดใบมีดตัดแนวตั้งในส่วนขององศาของคมตัดที่ปรับให้เอียง 45 องศา เพื่อให้สามารถตัดเฉือนเนื้อทุเรียนได้ดีขึ้นและปรับปรุงวิธีการในการจับยึดชุดใบมีดแนวตั้งใหม่ ทำการปรับปรุงชุดอุปกรณ์กดจับโดยเปลี่ยนจากแผ่นกดจับวงกลมเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการกดและประคองเนื้อทุเรียนในกล่องป้อน เสริมชุดสปริงในกล่องป้อนช่วยป้องกันการเคลื่อนที่ของชิ้นทุเรียนระหว่างการแปรรูป หลังปรับปรุงได้มีการทดลองแปรรูปเนื้อทุเรียนแท่งและทำการทดสอบทางสถิติ ข้อมูลน้ำหนักเฉลี่ยของทุเรียนแท่งที่ไม่ได้คุณภาพทั้งก่อนและหลังการปรับปรุงมีการแจกแจงแบบปกติ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าน้ำหนักเฉลี่ยของทุเรียนแท่งที่ไม่ได้คุณภาพหลังปรับปรุงลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ประมาณช่วงความเชื่อมั่นของค่าเฉลี่ยของน้ำหนักทุเรียนแท่งที่ไม่ได้คุณภาพที่ผ่านการแปรรูปด้วยเครื่องหลังปรับปรุงจะอยู่ระหว่าง 25.02 ถึง 28.97 กรัม ความสูญเสียในการแปรรูปเนื้อทุเรียนแท่งลดลงจากร้อยละ 46.98 เหลือร้อยละ 13.11 มูลค่าการสูญเสียของเนื้อทุเรียนลดลงจาก 56.38 เหลือ 15.73 บาท/กิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นการลดลงร้อยละ 72 โดยประมาณ ผลจากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีเนื้อแข็ง เช่น เผือก ฟักทอง เป็นต้น และนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเครื่องหั่นแปรรูปในเชิงพาณิชย์ได้</p> ชาญชัย พลตรี อานนท์ เลิศวงษ์ไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 133 151 รูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตของวิสาหกิจเพื่อสังคม สาขาบริการทางการแพทย์แผนไทยในประเทศไทย https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/265488 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและช่องว่างของระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สร้างฉากทัศน์อนาคตของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และพัฒนารูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตที่เหมาะสมกับบริบทของวิสาหกิจเพื่อสังคมสาขาบริการทางการแพทย์แผนไทย การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงอนาคตแบบผสมผสาน โดยประยุกต์แนวคิด Ethnographic Delphi Futures Research ร่วมกับกรอบการวิเคราะห์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ 10 มิติ และกรอบแนวคิด McKinsey 7S Framework กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 17 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทย ผู้บริหารวิสาหกิจเพื่อสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสร้างฉากทัศน์อนาคต ผลการวิจัยพบว่า ระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบันมีความเข้มแข็งด้านคุณค่าทางสังคม จริยธรรมวิชาชีพ และความผูกพันของบุคลากร ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ขององค์กรเพื่อสังคมด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏช่องว่างเชิงระบบในด้านการวางแผนกำลังคนเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาสมรรถนะ การจัดการความรู้ และการสืบทอดกำลังคนอย่างเป็นระบบ การศึกษาฉากทัศน์อนาคตชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืนของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการเชื่อมโยงคุณค่าทางสังคมเข้ากับโครงสร้าง กลยุทธ์ และระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นบูรณาการ ผลจากการพัฒนารูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตสรุปได้ว่า รูปแบบที่เหมาะสมควรยึดคุณค่าทางสังคมเป็นแกนกลาง ควบคู่กับการเสริมสร้างองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์และเชิงระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และสนับสนุนความยั่งยืนของวิสาหกิจเพื่อสังคมสาขาบริการทางการแพทย์แผนไทยในประเทศไทย</p> จักรพันธ์ อุณหประเสริฐกูล หทัยรัตน์ มาประณีต มาประณีต ชลวิทย์ เจียรจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 21 1 153 165