วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj <p><strong>วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</strong></p> <p><strong>สาขาขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong> </p> <p> บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ให้ความสำคัญในด้านการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ทุกระดับ โดยผลการวิจัยนั้นต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่ สามารถขยายผลความสำเร็จไปยังพื้นที่อื่น หรือให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งมีขอบเขตดังนี้</p> <ol> <li>การจัดการเพื่อการพัฒนา</li> <li>สุขภาวะชุมชน</li> <li>เกษตรและอาหารเพื่อชุมชน</li> <li>ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</li> <li>การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมชุมชน</li> </ol> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ<br /></strong> ตีพิมพ์ผลงาน 2 ประเภท คือ</p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic article) </li> </ul> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p> บทความที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviews) จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ โดยผูัทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blinded Peer review) ผ่านระบบ ThaiJO</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมม์เผยแพร่</strong></p> <p> กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่เป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ฉบับคือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม-มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน กรกฏาคม-ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p> วารสารจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ต่อ 1 บทความ รายละเอียดดังนี้</p> <ul> <li>บุคคลภายนอก ค่าธรรมเนียม 4,500 บาท (สี่พันห้าร้อยบาทถ้วน)</li> <li>บุคคลภายในมหาวิทยาลัย (บุคลากรสายวิชาการ/สนับสนุน) ค่าธรรมเนียม ไม่เก็บค่าธรรมเนียม</li> <li>นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ค่าธรรมเนียม 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน)</li> </ul> <p> โดยจะเรียกเก็บเมื่อบทความของท่าน ได้รับการพิจาณาจากบรรณาธิการให้เข้าสู่กระบวนการส่งพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ โดยวารสารขอสงวนสิทธิ์คืนเงินกรณีบทความได้รับการปฏิเสธตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ จำนวน 2 ท่านจาก 3 ท่าน</p> Research and Development Institution, Uttaradit Rajabhat University (สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์) th-TH วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 2985-2986 ความแปรปรวนของสมบัติของดินที่สัมพันธ์กับผลผลิตและคุณภาพผลผลิตของบักวีต https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/261074 <p style="font-weight: 400;"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสัมพันธ์ของสมบัติดินต่อกับผลผลิตและคุณภาพของบักวีต และเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของบักวีตสู่ชุมชน โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ปลูกบักวีตในพื้นที่บ้านนากอก ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน จำนวน 50 ราย ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงจากแปลงที่มีการส่งเสริมการปลูกบักวีตพันธุ์ Taiwan 01 และเก็บตัวอย่างดินหลังการเก็บเกี่ยว โดยใช้วิธีการสุ่มแบบรวมจากแต่ละแปลง นำมาวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน และสุ่มตัวอย่างผลผลิตมาประเมินผลผลิตและคุณภาพเมล็ดของบักวีต ผลการศึกษาพบว่า ผลผลิตบักวีตมีความแปรปรวนสูงตั้งแต่ 25-233 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณอินทรียวัตถุในช่วงร้อยละ 1.03-2.85 และฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ 2.13-25.23 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยระดับฟอสฟอรัสในช่วง 2.13-10.28 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีความเพียงพอสำหรับการสร้างเมล็ดที่มีขนาดและน้ำหนักเมล็ดที่ดี และพบปริมาณผลผลิตบักวีตมีความสัมพันธ์กับอินทรียวัตถุและฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน โดยแปลงที่มีผลผลิตน้อยกว่า 100 กิโลกรัม/ไร่ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ในขณะที่แปลงที่ผลผลิตมากกว่า 100 กิโลกรัม/ไร่ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปริมาณอินทรียวัตถุ ตามลำดับ สำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผลวิจัยให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกบักวีตบ้านนากอกจำนวน 20 คน ที่ประสบปัญหาการผลิตที่ได้ผลผลิตต่ำและผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ทำให้เกษตรกรเกิดการเรียนรู้และร่วมกันหาแนวทางการแก้ปัญหาการผลิตในพื้นที่ นำไปสู่การยอมรับผลวิจัยและการประยุกต์ใช้ในชุมชน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วพบว่ามีผลผลิตเฉลี่ย 225 กิโลกรัม/ไร่ ได้ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 1,575 กิโลกรัม และสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ เส้นโซบะแห้งและชาบักวีต ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการดินและการเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม รวมถึงสนับสนุนการประยุกต์ใช้ผลวิจัยสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่สูงของภาคเหนือต่อไป</p> สุทธกานต์ ใจกาวิล พิชญ์นันท์ กังแฮ วิชญ์ภาส สังพาลี จักรพงษ์ กางโสภา เนตรนภา อนิสลุด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 1 15 การพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์และการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/261666 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพการใช้ประโยชน์และการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์และการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน ของชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนกลุ่มองค์กรภาครัฐและเอกชน และประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 25 คน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำเสนอในลักษณะเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนบ้านหนองบัวพึ่งพาน้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลักในการเพาะปลูก โดยมีแหล่งน้ำรอง เช่น เหมืองฝาย ลำห้วยและบ่อน้ำบาดาล ซึ่งมีปริมาณจำกัดและมักแห้งขอดในฤดูแล้ง ส่งผลให้การเพาะปลูกหยุดชะงักบางช่วงปี การจัดสรรน้ำภายในชุมชนยังขาดระบบและกลไกการบริหารจัดการที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงน้ำและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเกษตรกรบางส่วน อย่างไรก็ตาม ชุมชนยังคงรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การใช้ระบบเหมืองฝาย การสร้างฝายชะลอน้ำด้วยวัสดุธรรมชาติ และการแบ่งปันน้ำในครัวเรือน ซึ่งสะท้อนถึงทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและผลการพัฒนารูปแบบการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืนเป็นแนวทางใหม่ที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) การจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนร่วมกันวางแผนและตัดสินใจ 2) การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เหมืองฝายดั้งเดิมร่วมกับเทคโนโลยีเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ ระบบเปิด–ปิดน้ำอัตโนมัติ และการใช้แหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้ง และ 3) การส่งเสริมความรู้และวินัยการใช้น้ำของเกษตรกร ผ่านการอบรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการบันทึกข้อมูลการใช้น้ำอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในการใช้ทรัพยากรน้ำ ดังนั้นผลการดำเนินงานส่งผลให้เกิดผลกระทบ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านชุมชน มีระบบจัดการน้ำร่วมกันที่โปร่งใส ลดความขัดแย้งและใช้น้ำอย่างเท่าเทียม 2) ด้านนโยบาย รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นต้นแบบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 6, SDG 13) และ 3) ด้านองค์ความรู้ เกิดองค์ความรู้ใหม่ว่าด้วยการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน</p> กฤษตธี สุนันตา วินิจ ผาเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 17 32 ผลของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และการปลดปล่อยไนโตรเจนในดินที่ปลูกผักกวางตุ้งฮ่องเต้ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/261673 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักกวางตุ้งฮ่องเต้ และการปลดปล่อยไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดต่อพืช วางแผนทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 6 ตำรับการทดลอง ดังนี้ T1) ไม่ใส่ปุ๋ย (ตำรับควบคุม) T2) -T6) ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อัตรา 1,000, 2,000, 3,000, 4,000 และ 5,000 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต และค่าความเขียวของใบ ทุก ๆ 7 วันหลังย้ายต้นกล้า เมื่อผักกวางตุ้งฮ่องเต้อายุเก็บเกี่ยว 42 วันหลังย้ายต้นกล้า เก็บข้อมูลผลผลิต และคำนวณปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ต่อพืชจากการดูดใช้ไนโตรเจนของผักกวางตุ้งฮ่องเต้ ผลการทดลอง พบว่า ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ส่งผลทำให้ผักกวางตุ้งฮ่องเต้มีการเจริญเติบโตด้านความสูงของต้น ความกว้างใบ ความยาวใบ ความยาวก้านใบ และเส้นรอบวงโคนต้นดีที่สุด ทำให้ผักกวางตุ้งฮ่องเต้มีน้ำหนักส่วนต้นสดและรากสดมากที่สุด เท่ากับ 105.54 และ 18.60 กรัมต่อต้น ตามลำดับ ส่งผลทำให้ผักกวางตุ้งฮ่องเต้มีน้ำหนักแห้งส่วนต้นมากที่สุดเช่นเดียวกัน คือ 8.39 กรัมต่อต้น ปริมาณของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดมีผลต่อปริมาณการปลดปล่อยไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ต่อพืช โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ มีการปลดปล่อยไนโตรเจนเป็นประโยชน์ต่อพืชสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของผักกวางตุ้งฮ่องเต้ เมื่อมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดโดยมีปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์เท่ากับ 714.52 และ 768 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในขณะที่การศึกษาที่อายุ 42 วัน ดินที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดมีอัตราการปลดปล่อยไนโตรเจนในดินเท่ากับ 6.36 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน จากผลการวิจัยในครั้งนี้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดเพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดกับพืชที่มีการเจริญเติบโตยาวนาน เนื่องจากคุณสมบัติของปุ๋ยอัดเม็ดที่ละลายช้าจึงสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้เป็นประโยชน์ต่อพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนาน และลดการใส่ปุ๋ยหลายครั้งต่อฤดูกาลปลูกได้</p> กัญชลิกา รัตนเชิดฉาย พุทธชาติ อิ่มใจ วิรุณ โมนะตระกูล กุลธิดา ภูมิเหล่าแจ้ง ทวีทรัพย์ ไชยรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 33 49 คุณภาพและการจัดการน้ำบริโภคในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร: กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 4 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/261704 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการจัดการน้ำบริโภคและวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริโภคด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงโรงเรียนถิ่นทุรกันดารจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนครนายก ทั้งหมด 35 โรงเรียน ดำเนินการเก็บข้อมูล 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) ข้อมูลปฐมภูมิ โดยสำรวจการจัดการน้ำบริโภคในโรงเรียนด้วยแบบสำรวจการจัดการน้ำบริโภคในโรงเรียน และเก็บตัวอย่างน้ำบริโภคในโรงเรียน เพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำตามวิธีการมาตรฐาน 2) ข้อมูลทุติยภูมิ โดยรวบรวมผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำย้อนหลัง 5 ปี เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรด้วยสถิติ <em>t</em>-test และ Logistic regression ผลการจัดการน้ำบริโภคในโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร พบว่าโรงเรียนใช้แหล่งน้ำจากประปาบาดาลร้อยละ 51.4 ประปาส่วนภูมิภาคร้อยละ 40 ประปาผิวดินร้อยละ 2.9 และน้ำถัง 20 ลิตร ร้อยละ 5.7ปรับปรุงคุณภาพน้ำให้สะอาดด้วยวิธีการกรอง ผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริโภคบ่งชี้ว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2561 - 2566 จำนวนโรงเรียนที่คุณภาพน้ำผ่านมาตรฐานด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54.3 เป็นร้อยละ 77.1 โดยด้านเคมี (โลหะหนักเป็นพิษ) ผ่านมาตรฐานมากที่สุด ร้อยละ 100 รองลงมาคือ ด้านเคมีทั่วไปร้อยละ 95.2 ด้านกายภาพร้อยละ 94.8 ด้านเคมี (โลหะหนัก) ร้อยละ 91 และด้านชีวภาพร้อยละ 73.8 นอกจากนี้ยังพบว่าการที่เครื่องจ่าย/หัวจ่ายน้ำบริโภคมีตะไคร่น้ำและการขาดงบประมาณในการจัดการคุณภาพน้ำ มีความสัมพันธ์กับคุณภาพน้ำด้านชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .050) พบโรงเรียนที่ไม่มีงบประมาณในการจัดการน้ำถึงร้อยละ 51.42 (18 โรงเรียน) อีกทั้งยังพบว่าการจัดการน้ำบริโภคมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 โดยค่าโคลิฟอร์มแบคทีเรียรวมลดลงจากช่วงก่อนโควิด 19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) ดังนั้น ควรทำความสะอาดหัวจ่ายน้ำอย่างต่อเนื่องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนงบประมาณให้นักเรียนสามารถเข้าถึงน้ำบริโภคที่มีความปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดีจากการดื่มน้ำสะอาดและลดการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิดจากน้ำและอาหารเป็นสื่อ</p> สุจิตรา ประทุมตรี มนพร วงศ์สุนทรชัย กาญจนา ช้างแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 51 66 ผลของระดับความหนาของวัสดุปลูกต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนคอสอินทรีย์ที่ปลูกแบบแปลงยกพื้นในพื้นที่เกษตรกร https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/261318 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของระดับความหนาของวัสดุปลูกบนแปลงแบบยกพื้นต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนคอสที่ปลูกในพื้นที่ของเกษตรกร โดยใช้วัสดุปลูกอินทรีย์ที่มีส่วนผสมของดินร่วน มูลหมู และกากตะกอนอ้อย อัตราส่วน 1:2:3 โดยปริมาตร วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ ประกอบด้วย 3 กรรมวิธี คือ ระดับความหนาของวัสดุปลูก 3 ระดับ ได้แก่ 20, 25 และ 30 เซนติเมตร โดยมีบล็อกคือพื้นที่ของเกษตรกรจำนวน 4 ราย บันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตและผลผลิต ด้านความสูง ลักษณะใบ ความเขียวใบ ความกว้างทรงพุ่ม และน้ำหนักผลผลิตสดและแห้ง นำข้อมูลมาวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Duncan’s multiple range test (DMRT) ผลการศึกษาพบว่า เมื่อผักมีอายุ 35 วัน ความหนาของวัสดุปลูกที่ระดับ 20 เซนติเมตร มีผลทำให้ผักสลัดกรีนคอสมีความกว้างทรงพุ่มมากที่สุด แตกต่างจากความหนาระดับอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนความหนาระดับอื่น ๆ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนคอสทางสถิติ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลูกของเกษตรกรแต่ละรายมีผลต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนคอสที่แตกต่างกัน จากผลการศึกษาผู้วิจัยแนะนำให้ผู้ผลิตผักอินทรีย์ด้วยเทคนิคนี้ใช้วัสดุปลูกบนแปลงปลูกที่ระดับความหนา 20 เซนติเมตร จะให้ผลิตที่ดี มีคุณภาพ ประหยัดต้นทุนและส่งผลต่ออายุการใช้งานของโครงสร้างแปลงแบบยกพื้นให้ยาวนานขึ้นด้วย</p> พัฒนา สมนิยาม วิมลฉัตร สมนิยาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 67 79 การประยุกต์สารสนเทศเชิงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจนตามลักษณะทางภูมินิเวศ กรณีจังหวัดยโสธร https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/263314 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้สารสนเทศเชิงพื้นที่ในการจำแนกและกำหนดขอบเขตลักษณะภูมินิเวศ และเพื่อจัดกลุ่มครัวเรือนยากจนตามบริบททางพื้นที่และเปรียบเทียบกับลักษณะทางภูมินิเวศหวัดยโสธรจากฐานข้อมูลครัวเรือนยากจน จำนวน 5,041 ครัวเรือน โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานในการบูรณาการข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน ได้แก่ การนิยามลักษณะภูมินิเวศแบบมีส่วนร่วม การจำแนกขอบเขตภูมินิเวศด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การจัดกลุ่มครัวเรือนยากจนและการวิเคราะห์การกระจายตัวตามลักษณะทางภูมินิเวศของจังหวัดด้วยเทคนิคการซ้อนทับ แบบ Identity analysis ผลการวิจัยพบว่าพื้นที่จังหวัดยโสธรสามารถจำแนกลักษณะภูมินิเวศได้ 5 รูปแบบ คือ ภูมินิเวศภู ภูมินิเวศโคก ภูมินิเวศทุ่ง ภูมินิเวศทาม และภูมินิเวศเมืองอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการแสดงผลในรูปแบบแผนที่ พร้อมทั้งการจัดกลุ่มข้อมูลครัวเรือนยากจนตามบริบทพื้นที่จังหวัดยโสธรออกเป็น 4 กลุ่ม คือ อยู่ลำบาก อยู่ยาก อยู่ได้ และอยู่ดี และการวิเคราะห์การกระจายตัวของครัวเรือนยากจนเปรียบเทียบกับลักษณะภูมินิเวศ พบว่าครัวเรือนยากจนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูมินิเวศทุ่งมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 38.05 ของครัวเรือนยากจนทั้งหมด แต่เมื่อวิเคราะห์ความหนาแน่นครัวเรือนคนจนต่อพื้นที่ภูมินิเวศกลับพบว่าพื้นที่นิเวศเมืองเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นครัวเรือนคนจนมากที่สุดคิดเป็น 4.11 ครัวเรือนต่อตารางกิโลเมตร ความแตกต่างภูมินิเวศเหล่านี้บ่งบอกถึงลักษณะทางกายภาพที่มีอิทธิพลต่อความยากจนภายใต้เงื่อนไขการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ ของภูมินิเวศที่แตกต่างกัน ซึ่งการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยกำหนดขอบเขตพื้นที่ จัดการข้อมูลเชิงกายภาพ และวิเคราะห์การกระจายตัวเชิงพื้นที่ของครัวเรือนยากจน ที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อการสนับสนุนการออกแบบ การตัดสินใจเชิงนโยบายด้านการพัฒนา และการแก้ไขปัญหาความยากจนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละภูมินิเวศได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น</p> มนตรี พิมพ์ใจ ปณิธี บุญสา ณพล อนุตตรังกูร อุบล สวัสดิ์ผล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 81 95 ผลของการสนับสนุนการจัดการตนเองผ่านการติดตามสุขภาพทางไกลต่อพฤติกรรม การบริโภคอาหาร ความสม่ำเสมอในการรับประทานยาเสริมธาติเหล็ก และระดับความเข้มขนของเลือกในสตรีตั้งครรภ์ที่รับบริการจากโรงพยาบาลเชียงดาว https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/263717 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ภาวะโลหิตจาง และเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ความสม่ำเสมอในการรับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก และระดับฮีมาโตคริตในสตรีตั้งครรภ์ผู้รับบริการที่โรงพยาบาลเชียงดาว เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สตรีตั้งครรภ์ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลเชียงดาวที่มีระดับฮีมาโตคริตของเลือด มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 33 และมีอายุครรภ์ก่อนเริ่มดำเนินการวิจัยน้อยกว่า 16 สัปดาห์ ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายและมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 15 คน ศึกษาเป็นเวลา 20 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน และสถิติทดสอบ <em>Wilcoxon signed-rank test</em> และ <em>Paired t-test</em> ผลการวิจัยพบ อุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจางใหม่ในหญิงตั้งครรภ์คิดเป็นร้อยละ 13.33 (95% CI = 1.7– 40.5) คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังเข้าร่วมการทดลองในสัปดาห์ที่ 12 และสัปดาห์ที่ 20 สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>Z</em> = 3.420, <em>p</em> = .001) ทั้งสองช่วงเวลา ความสม่ำเสมอในการรับประทานยาหลังการเข้าร่วมการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง ในสัปดาห์ที่ 4, 12, 16 และ 20 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>Z</em> = 2.014, <em>p</em> = .044; <em>Z</em> = 2.014, <em>p</em> = .044; <em>Z</em> = 2.060, <em>p</em> = .039; <em>Z </em>= 2.060, <em>p</em> = .039) ตามลำดับ ส่วนในสัปดาห์ที่ 8 พบแนวโน้มคะแนนสูงขึ้นแต่ไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (<em>Z</em> = 1.890, <em>p</em> = .059) และระดับฮีมาโตคริตหลังการทดลองไม่แตกต่างจากก่อนการทดลอง (<em>t</em> = 1.11, <em>p</em> = .282) ทั้งนี้ การสนับสนุนการจัดการตนเองผ่านระบบการติดตามสุขภาพทางไกลเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของสตรีตั้งครรภ์ในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางได้อย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการดูแลดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการแก่สตรีตั้งครรภ์ในสถานบริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสม และเนื่องจากภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพบริการของโรงพยาบาลชุมชน แนวทางดังกล่าวจึงสามารถสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการพัฒนาคุณภาพขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> วนัทปรียา ใจติขะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 97 113 การประเมินการกักเก็บปริมาณคาร์บอนของป่าชุมชน กรณีศึกษา ป่าชุมชน บ้านแม่มอกใต้ ตำบลแม่มอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/263147 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะภูมิประเทศและลักษณะการผลัดใบของป่าชุมชนเพื่อประเมินปริมาณกักเก็บคาร์บอนจากพื้นที่ป่าชุมชน และเพื่อประเมินศักยภาพมูลค่าทางเศรษฐกิจจากคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนบ้านแม่มอกใต้ หมู่ที่ 6 อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมจากอาสาสมัครหมู่บ้านผู้ดูแลรับผิดชอบป่าจำนวน 7 คน ทำการประเมินปริมาณคาร์บอนเหนือพื้นดินจากพื้นที่เลือกศึกษา 1 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด โดยประเมินจากสมการแอลโลมิทรี และการวิเคราะห์ศักยภาพมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยใช้กรอบการวิเคราะห์ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนตามองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ผลการวิจัยพบว่า ป่าชุมชนในพื้นที่ศึกษาเป็นป่าเบญจพรรณบนภูเขามีพื้นที่ทั้งหมด 2,428 ไร่ โดยมีความสูงประมาณตั้งแต่ 180 ถึง 1000 เมตร ที่ระดับน้ำทะเลปานกลาง มีความลาดลงมาทางทิศตะวันตกพร้อมที่ราบระหว่างหุบเขาคั่นกลางอยู่ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงการผลัดใบของป่าในช่วงฤดูแล้งจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน และจะผลัดใบมากที่สุดในเดือนมีนาคมโดยจะผลัดใบมากตรงบริเวณที่ความสูงระดับต่ำรวมถึงที่ราบเชิงเขา และสำหรับพื้นที่สูงกว่า 500 ถึง 1,000 เมตร จะมีการผลัดใบน้อยผลการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน ณ ปีฐาน (2567) อยู่ที่ 18.443 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และในอีก 3, 6 และ 10 ปีข้างหน้า พบว่าจะมีปริมาณการเพิ่มสุทธิก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 6,919.80, 13,839.60 และ 23,066.00 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตามลำดับ คิดเป็นมูลค่าคาร์บอนเครดิตคิดเป็นเงินที่ 2,089,641, 4,179,282 และ 6,965,470 บาท ตามลำดับโดยอ้างอิงราคาซื้อขายตลาดคาร์บอนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยที่ราคารับซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ 301.98 บาทต่อตัน โดยผลการวิจัยชิ้นนี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตระดับชุมชนซึ่งเป็นการส่งเสริมรายได้ของชุมชน การอนุรักษ์พื้นที่ป่าหรือการเสริมศักยภาพให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในอนาคตต่อไป</p> พัฒนา กายาไชย วรญา จตุพัฒน์รังสี พัชรสฤษดิ์ กนิษฐเสน วรรักษ์ หน่อสีดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 115 131 BRIDGING DIGITAL BUSINESS WITH LIFELONG EDUATION AND COMMUNITIES: A BUSINESS-EDUCATION MODEL FOR SOCIAL ENTREPRENEURSHIP AND SELF-SUFFICIENCY AT NAN COLLEGE, UTTARADIT RAJABHAT UNIVERSITY, THAILAND https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/263479 <p> The objectives of this study were to synthesize the stakeholders’ prioritized needs of Nan College, a regional satellite of Uttaradit Rajabhat University (URU), to develop its business-education master plan for social entrepreneurship and self-sufficiency; and to test the master and strategic plan appropriateness within the education and social entrepreneurship for self-sufficiency of Nan College. A qualitative research technique was mainly applied to conduct this study with 5 groups of stakeholders and experts- namely, university executives and council members, administrators and faculty members of Nan College, local government and private sector representatives in Nan Province, Grade 12 students from local public schools, and experts in higher education and educational business. Those people were regarded as the stakeholders which were selected from a list of people concerned with Nan College affairs. The purposively selected stakeholders and experts functioned as the key informants and were involved in the model testing and verification. Data collection methods included using questionnaires, in-depth interviews, participant observation, expert seminars, and focus group discussions. Statistical analysis and qualitative content analysis were performed. Content analysis was employed for category identification relevant to the research objectives. The findings indicated that there was a gap between the needs of the URU and stakeholders, resulting in a decision on an integrated digital lifelong education teaching and learning method in Nan Province. The college and URU should reinvent themselves in line with an education business-based approach, fostering social entrepreneurship and self-sufficiency, based on the results of the integrated Triple Bottom Line (TBL), Systems Theory, and PESTLE analysis under the CIPP Model of the Nan College context. A master plan was developed and tested. It contained an integrated characteristic of social entrepreneurship, self-sufficiency, digital lifelong education, and sustainability. Consequently, the study established an empirically grounded operational strategy for social business within a hybrid digital and conventional education ecosystem. All the plan’s components and strategies were found appropriate and viable in transitioning the college into a self-reliant educational and business institution across economic, environmental, social, and systemic dimensions. Policy, academic, and strategic recommendations were proposed to ensure holistic and interdisciplinary development across URU's knowledge domains.</p> Woranutchanan Phongsurang Anurak Panyanuwat Juree Vichitdhanabadee ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 133 146 การพัฒนากระบวนการผลิตยาสีฟันสมุนไพรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/262139 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตยาสีฟันสมุนไพรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้มีคุณภาพ ความคงตัว และเหมาะสมสำหรับการผลิตในระดับชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยใช้เครื่องผสมแบบหัวตะกร้อแทนการผสมด้วยแรงงานคน จากนั้นจึงทำการทดสอบคุณภาพของยาสีฟันที่ได้จากสูตรและกระบวนการผลิตที่พัฒนาขึ้น และถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าพระฝั่งคลอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การศึกษาประกอบด้วยการวัดความชื้นของสมุนไพรแห้ง การปรับสัดส่วนกลีเซอรีน การใช้สารยึดเกาะคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส และการใช้เครื่องผสมแบบหัวตะกร้อแทนการผสมด้วยแรงงานคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการทดลองพบว่า สูตรที่มีกลีเซอรีนร้อยละ 30 โดยน้ำหนัก ให้เนื้อสัมผัสและความชุ่มชื้นที่ดี โดยไม่จำเป็นต้องเติมสารยึดเกาะเพิ่มเติม การใช้เครื่องผสมแบบหัวตะกร้อช่วยลดระยะเวลาการผลิตจาก 4 ชั่วโมง เหลือ 20 นาที และเพิ่มปริมาณการผลิตต่อรอบจาก 2 กิโลกรัม เป็น 4 กิโลกรัม ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีค่า pH อยู่ในช่วง 8.5–8.7 มีเนื้อสัมผัสที่ดี ไม่แยกชั้น และคงสภาพได้ดีหลังการทดสอบในสภาวะเร่ง ผลการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายทำให้กลุ่มสามารถผลิตได้เอง ควบคุมคุณภาพได้ดี และเพิ่มกำลังการผลิตจาก 50 กระปุกต่อเดือน เป็น 300 กระปุกต่อเดือน การวิจัยครั้งนี้จึงมีส่วนช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรของชุมชน สร้างรายได้และความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> พรสวรรค์ อมรศักดิ์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 147 162 โรงเพาะเห็ดขนาดเล็กออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีไอโอที https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/262027 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบควบคุมโรงเพาะเห็ดอัตโนมัติและประเมินประสิทธิภาพการทำงานตามค่ามาตรฐานของอุปกรณ์ และสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ โดยเริ่มดำเนินการจากการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ในโรงเรือน พร้อมใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น แสง และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ร่วมกับพัดลมและปั๊มน้ำซึ่งควบคุมผ่านกล่องวงจรที่พัฒนาขึ้นตามรูปแบบของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง พร้อมกับการประมวลผลแบบเรียลไทม์ ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ถูกส่งผ่านสัญญาณไร้สายด้วยโปรโตคอล MQTT ไปยังระบบคลาวด์ส่วนตัวที่ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้งานเฉพาะ ซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บ ประมวลผล และให้บริการ API เพื่อเชื่อมต่อกับแดชบอร์ดและระบบแสดงผล นอกจากนี้ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาที่รองรับการทำงานได้หลายแพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุม ตรวจสอบ และรับการแจ้งเตือนได้จากระยะไกลอย่างสะดวก ผลการทดลองพบว่าระบบสามารถทำงานอัตโนมัติได้ถูกต้องร้อยละ 100 ตามเวลาที่กำหนด และสั่งงานผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างแม่นยำเฉลี่ยร้อยละ 98 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยไม่เกิน ±2 วินาที ในการตอบสนองคำสั่ง ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ถูกส่งได้เที่ยงตรงไม่น้อยกว่าร้อยละ 97 สำหรับความแม่นยำของการตรวจวัดพบว่าเซ็นเซอร์อุณหภูมิมีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย ±1.2 °C เซ็นเซอร์ความชื้น ±3.5% RH เซ็นเซอร์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ±35 ppm และเซ็นเซอร์แสงมีค่าความถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 96 เมื่อเทียบกับอุปกรณ์มาตรฐาน จากการสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มผู้สูงอายุและเกษตรกรที่ใช้งานจำนวน 115 คน พบว่าระบบได้รับการประเมินอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยรวม 4.26 โดยเฉพาะในด้านความสะดวกในการติดตั้ง ความง่ายต่อการสั่งงาน ความเที่ยงตรงของเซ็นเซอร์ และความเสถียรโดยรวม ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าระบบต้นแบบนี้มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับฟาร์มเพาะเห็ดขนาดใหญ่ขึ้นได้ และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาระการทำงานของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน</p> เอนกวงศ์ ยอดดำเนิน สุริยา ต๊ะศรีเรือน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 163 176 ผลของการเสริมดอกสุพรรณิการ์ผงในอาหารต่อการเจริญเติบโตและสีของปลาทอง https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/uruj/article/view/262700 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมดอกสุพรรณิการ์ผงในอาหารต่อการเจริญเติบโตและสีของปลาทอง (<em>Carassius auratus</em>) การทดลองถูกออกแบบแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วย 4 ชุดการทดลอง ได้แก่ ชุดควบคุม (ไม่เสริมดอกสุพรรณิการ์ผง) และชุดทดลองที่ได้รับอาหารเสริมดอกสุพรรณิการ์ผงในระดับร้อยละ 1.5, 3 และ 5 โดยแต่ละชุดมี 3 ซ้ำ อาหารที่ใช้เลี้ยงมีปริมาณโปรตีนร้อยละ 40 ให้ปลากินวันละ 2 ครั้ง เวลา 09.00–10.00 น. และ 15.00–16.00 น. เลี้ยงเป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ ระหว่างการทดลอง ได้ทำการสุ่มชั่งน้ำหนักและวัดค่าสีของปลาทองทุก 2 สัปดาห์ โดยประเมินค่าความสว่าง (<em>L*</em>), ค่าสีแดง (<em>a*</em>) และค่าสีเหลือง (<em>b*</em>) เพื่อศึกษาผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพสีของปลา เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่า การเสริมดอกสุพรรณิการ์ผงไม่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลาทองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&gt; .05) แต่ในด้านค่าสีของปลาทอง พบว่าค่าความสว่าง (<em>L*</em>), ค่าสีแดง (<em>a*</em>) และค่าสีเหลือง (<em>b*</em>) ของปลาที่ได้รับอาหารเสริมดอกสุพรรณิการ์ผงทุกระดับมีค่าสูงกว่าชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&gt; .05) โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมดอกสุพรรณิการ์ผงร้อยละ 5 ให้ค่าสีดีที่สุด เนื่องจากดอกสุพรรณิการ์มีปริมาณแคโรทีนอยด์สูงถึง 28.91(0.43) mg <em>ß</em>-carotene/g ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นสารให้สีธรรมชาติ (Coloring agent) ในอาหาร ส่งผลให้สีของปลาทองมีความสว่างเพิ่มขึ้น ลักษณะสีสันโดยรวมมีความสดใสและสังเกตได้ชัดเจน จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มคุณภาพสีของปลาทอง และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารเชิงพาณิชย์สำหรับปลาสวยงามต่อไป</p> อพิศรา หงส์หิรัญ สุภภณ พลอยอิ่ม ศุภกร หน้อยวงษ์ ประวัติ ปรางสุรางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 20 2 177 188