https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2025-12-31T22:10:17+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยวดี ยาบุษดี
scjournal@udru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี </strong><br /><strong>Udon Thani Rajabhat University Journal of Science and Technology </strong><br /><br /> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการและนักศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวารสารรับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ กลุ่มวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สาขาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มเกษตรศาสตร์ สาขาพืชศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เกษตร ประมง และสัตวศาสตร์ และกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล, พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์</p> <p><strong>กำหนดจัดพิมพ์ออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ (ราน 4 เดือน)</strong><br /> ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) <br /> ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) <br /> ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม)</p>
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/261903
การศึกษาอัตราส่วนของวัสดุในท้องถิ่นที่เหมาะสมในการขึ้นรูปกระถาง
2025-08-26T14:53:55+07:00
Nanthaporn Sutthiphapa
hemp251@hotmail.com
<p>การศึกษาอัตราส่วนของวัสดุในท้องถิ่นที่เหมาะสมในการขึ้นรูปกระถางโดยใช้ใยมะพร้าวผสมกับขุยมะพร้าวและจอกมาใช้เป็นวัสดุในการทดลอง โดยทำการศึกษา 11 ชุดการทดลอง มีอัตราส่วนที่ 0:100 10:90 20:80 30:70 40:60 50:50 60:40 70:30 80:20 90:10 100:0 นำมาขึ้นรูปโดยการอัดลงในแม่พิมพ์กระถางซึ่งมีการเลือกใช้ขนาดกระถาง 2 ขนาด และใช้กาวแป้งเปียกเป็นตัวประสานทุกชุดการทดลอง โดยมีการศึกษาคุณสมบัติบางประการของกระถาง ได้แก่ ลักษณะการขึ้นรูปของกระถาง ค่าการดูดซับน้ำ และการเสื่อมสภาพของกระถาง ผลการศึกษา พบว่า อัตราส่วนของวัสดุในท้องถิ่นที่เหมาะสม พบว่า เมื่อพิจารณาลักษณะการขึ้นรูปของกระถาง ชุดการทดลองที่ 1 อัตราส่วน 0 : 100 (จอกล้วน) มีผิวสัมผัสเรียบเนียน ก้นและขอบของกระถางบิดเบี้ยวเล็กน้อย และมีสีเขียวหม่น เมื่อพิจารณาด้านการดูดซับน้ำของกระถาง พบว่า ชุดการทดลองที่ 9 อัตราส่วน 80 : 20 มีค่าการดูดซับน้ำมากที่สุด และเมื่อพิจารณาด้านการเสื่อมสภาพของกระถาง พบว่า ชุดการทดลองที่ 11 อัตราส่วน 100 : 0 (ใยมะพร้าวและขุยมะพร้าวล้วน) มีการเสื่อมสภาพของกระถางช้าที่สุด และถ้าพิจารณาโดยรวม อัตราส่วนของวัสดุในท้องถิ่นที่เหมาะสมในการขึ้นรูปกระถางคือ ชุดการทดลองที่ 11 เพราะมีการเสื่อมสภาพของกระถางช้าที่สุด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/261974
การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์สำหรับการเพาะปลูกกระชายขาว
2025-12-16T16:03:08+07:00
ชนาภา ไวยลาพี
Chanapa_Wai@hotmail.com
พรพรรณ มณีวรรณ์
Pornpan.goe@crru.ac.th
จักรกฤษณ์ คณารีย์
chakkrit.kh@gmail.com
กฤษดา ศรีหมตรี
kritsada.ss7538@gmail.com
Chokchai Sae-wang
chokchai.sae@crru.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรปุ๋ยอินทรีย์สำหรับการปลูกกระชายขาวและประเมินผลของปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเจริญเติบโตของกระชายขาว ผลการศึกษาพบว่า สูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่พัฒนาประกอบด้วย ใบไม้แห้ง ปุ๋ยคอก (ขี้วัว) และแกลบดิบ ในอัตราส่วน 3:1:1 ผสมน้ำจุลินทรีย์ EM แล้วนำไปปรุงดินในแปลงทดลอง มีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อนำกระชายขาวไปปลูกลงในทั้ง 2 แปลง แปลงปลูกที่ผ่านการปรุงมีน้ำหนักของเหง้ากระชายขาวสูงกว่าแปลงปลูกที่ไม่ผ่านการปรุงเฉลี่ยอยู่ที่ 1,161.20±33.30 และ 675.80±61.56 กรัม ตามลำดับ และกระชายขาวที่ปลูกในแปลงที่ผ่านการปรุงมีลักษณะเหง้าสีน้ำตาล และอวบน้ำกว่า แม้ว่ากลิ่น รสชาติ และจำนวนใบจะไม่แตกต่างกัน แต่ใบมีสีเขียวเข้มกว่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้การวิเคราะห์คุณภาพของกระชายขาวที่ปลูกในแปลงผ่านการปรุง ไม่พบการปนเปื้อนสารเคมีตกค้างหรือโลหะหนักที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์สูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถปรับปรุงคุณภาพดินช่วยเพิ่มผลผลิต และคุณภาพของกระชายขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/263328
ศึกษาการใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนและมูลหนอนแมลงวันลาย (BSF) ในการปลูกข้าวอินทรีย์
2025-08-21T17:21:14+07:00
ศิวดล แจ่มจำรัส
vip119z@hotmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ต่อการเจริญเติบโตและองค์ประกอบผลผลิตของข้าวเจ้าพันธุ์ กข.43 ทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 5 สิ่งทดลอง ได้แก่ ไม่ใส่ปุ๋ย ปุ๋ยมูลไส้เดือนที่มีการเลี้ยงต่างกัน ปุ๋ยมูลหนอนแมลงวันลาย (BSF frass) ผลการทดลองพบว่า ปุ๋ยมูลหนอนแมลงวันลายส่งผลให้ข้าวมีความสูงต้นมากที่สุด (112.12 ซม.) ค่าคลอโรฟิลล์สูงที่สุด (สูงสุด 36.27 หน่วย SPAD) และให้จำนวนต้น รวง และเมล็ดต่อรวงมากที่สุด (16.25 ต้น, 14.00 รวง, 141.06 เมล็ด) อย่างไรก็ตาม สิ่งทดลองนี้กลับให้เปอร์เซ็นต์เมล็ดดีต่ำ (63.37เปอร์เซ็นต์) และเปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบสูง (36.62เปอร์เซ็นต์) ในขณะที่สิ่งทดลองที่ใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือน แม้ให้จำนวนเมล็ดต่อรวงน้อยกว่า แต่กลับมีเปอร์เซ็นต์เมล็ดดีสูงสุด (83.59เปอร์เซ็นต์) และน้ำหนัก 100 เมล็ดมากกว่า (2.37 กรัม) แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเมล็ดอย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่าปุ๋ยอินทรีย์โดยเฉพาะ BSF frass มีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตและเพิ่มโครงสร้างผลผลิต แต่อาจต้องมีการจัดการธาตุอาหารในระยะพัฒนาเมล็ดเพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้เหมาะสม</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/263847
การพัฒนาเครื่องเขย่าเกลี่ยแม่พิมพ์ในงานหล่อเซรามิกสำหรับวิสาหกิจ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยวจังหวัดตราด
2025-11-14T15:54:36+07:00
กิตติรัตน์ รุ่งรัตนาอุบล
kittirat.r@rbru.ac.th
ธนัตถ์ เจนสัญญายุทธ
Thanat.j@rbru.ac.th
ไชยพัฒน์ ทวีทรัพย์พิทักษ์
chaiyapat.t@rbru.ac.th
นฤมล เลิศคำฟู
narumon.l@rbru.ac.th
ภัทรา ศรีสุโข
pathra.s@rbru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาเครื่องเขย่าเกลี่ยแม่พิมพ์สำหรับกระบวนการหล่อเซรามิกเชิงชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชิ้นงานและลดฟองอากาศที่ตกค้างในแม่พิมพ์ ผู้วิจัยออกแบบและสร้างเครื่องต้นแบบโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงที่มีตุ้มน้ำหนักเยื้องศูนย์ ในการสร้างแรงสั่น และทดสอบสมรรถนะเชิงกล โดยวัดค่าความเร่ง (A<sub>p</sub>), ความเร็วการสั่น (V<sub>rms</sub>) และระยะการกระจัดแบบพีกทูพีก (D<sub>p-p</sub>) ในการเขย่าทั้ง 7 ระดับ พร้อมทดลองหล่อชิ้นงานเปรียบเทียบระหว่างใช้เครื่องเขย่าและไม่ใช้เครื่องเขย่า ผลการวัดชี้ว่าระดับการเขย่าช่วงกลางที่ระดับ 3 ให้ค่ามากสุดเมื่อเทียบทุกระดับการทดสอบคือ A<sub>p</sub> = 38.25 m/s², V<sub>rms</sub> = 60.58 mm/s และ D<sub>p-p</sub> = 0.789 mm ทั้งนี้การตรวจชิ้นงานพบว่ากลุ่มที่ผ่านเครื่องเขย่าทุกตำแหน่ง (A–F) หล่อได้สมบูรณ์ ขณะที่กลุ่มควบคุมแบบไม่ใช้เครื่องเขย่า (G) มีช่องว่างจากฟองอากาศที่สันมุม ซึ่งเนื้อปูนไม่สามารถแทนที่ได้ในระหว่างการหล่อ เมื่อวางเทียบทุกชิ้นงานยืนยันว่าการเขย่าช่วยลดจำนวน ขนาดฟองอากาศและเพิ่มความสม่ำเสมอของเนื้อวัสดุอย่างมีนัยสำคัญเชิงสังเกตการณ์ โดยสรุปเครื่องเขย่าเกลี่ยแม่พิมพ์ต้นแบบที่ตั้งค่าในช่วงระดับกลางโดยเฉพาะระดับ 3-4 เป็นสภาวะปฏิบัติการที่เหมาะสมที่สุดทั้งด้านสมรรถนะทางกลและคุณภาพผิวเนื้อภายในของชิ้นงานสำหรับบริบทการผลิตของวิสาหกิจชุมชนเป้าหมาย</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/264083
EFFECT EFFECT OF DIETARY SUPPLEMENTATION OF SHALLOT (ALLIUM ASCALONICUM) POWDER ON MEAT QUALITY AND LIPID PROFILE IN BROILER CHICKENS
2025-09-23T14:03:29+07:00
BENYAPHA SURASORN
benyapha.s@srru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมหอมแดงผง (<em>Allium ascalonicum</em>) ต่อคุณภาพเนื้อและค่าไขมันในเลือดของไก่เนื้อ โดยใช้ไก่พันธุ์อาร์เบอร์เอเคอร์ อายุ 1 วัน จำนวน 120 ตัว จัดแบบการทดลองสุ่มสมบูรณ์ แบ่งเป็น 6 กลุ่มการทดลอง ได้แก่ กลุ่มควบคุมบวก ควบคุมลบ และกลุ่มที่เสริมหอมแดงผงในระดับ 2 และ 4 กรัม/กิโลกรัมอาหาร ทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับวัคซีนนิวคาสเซิล ระยะเวลาการเลี้ยง 42 วัน การเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อวิเคราะห์คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ เก็บตัวอย่างเนื้ออกเพื่อตรวจวิเคราะห์ค่า pH สีเนื้อ และองค์ประกอบทางเคมีของเนื้อ ผลการวิจัยพบว่าการเสริมหอมแดงผงไม่มีผลต่อค่า pH และสีเนื้ออย่างมีนัยสำคัญ(P>0.05) แต่สามารถลดปริมาณไขมันหยาบในเนื้ออก(P<0.05) รวมถึงลดค่าคอเลสเตอรอลรวมและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(P<0.05 โดยเฉพาะการเสริมหอมแดงผงที่ระดับ 4 กรัม/กิโลกรัมอาหารให้ผลดีที่สุด สรุปได้ว่าการใช้หอมแดงผงเป็นวัตถุเสริมในอาหารไก่เนื้อสามารถเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพเนื้อและสุขภาพของไก่เนื้อได้</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong>หอมแดง, คุณภาพเนื้อ, คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอร์ไรด์</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/264149
การอบแห้งเนื้อแดดเดียวและปลาแดดเดียว ด้วยโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดเรือนกระจก
2025-11-14T15:55:22+07:00
ธีรภัทร์ อนุชาติ
teerapat.anu@lru.ac.th
<p>การอบแห้งเนื้อแดดเดียวและปลาแดดเดียว ในโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดเรือนกระจกขนาดกว้าง 3.0 เมตร ยาว 4.0 เมตรและสูง 2.15 เมตร ผนังโดยรอบเป็นแผ่นโพลีคาร์บอเนตใส เนื้อและปลามีความชื้นเริ่มต้น 45.4 %wb และ 39.1 %wb ความชื้นสุดท้าย 12.2 %wb และ 11.0 %wb ใช้เวลาในการอบแห้ง 4 ชั่วโมง ทำให้ได้อัตราอบแห้ง 12 และ 14.1 กิโลกรัม/ชั่วโมง ตามลำดับ ภายใต้ความเข้มแสงอาทิตย์เฉลี่ย 700 วัตต์/ตารางเมตร มีอุณหภูมิแวดล้อมระหว่าง 19.9 – 27.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในโรงอบ 19.9 – 54.2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์อากาศแวดล้อม 46.5 – 51.0 % และความชื้นสัมพัทธ์อากาศภายใน 21.3 – 40.2 % อัตราการไหลเชิงมวลของอากาศ 0.1 – 0.2 กิโลกรัม/วินาที ลักษณะของเนื้อแดดเดียวและปลาแดดเดียว ใกล้เคียงกับเนื้อแดดเดียวและปลาแดดเดียวที่จำหน่ายในตลาด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี