https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2026-04-20T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยวดี ยาบุษดี
scjournal@udru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี </strong><br /><strong>Udon Thani Rajabhat University Journal of Science and Technology </strong><br /><br /> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการและนักศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวารสารรับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ กลุ่มวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สาขาวิทยาศาสตร์ สุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มเกษตรศาสตร์ สาขาพืชศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เกษตร ประมง และสัตวศาสตร์ และกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล, พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์</p> <p><strong>กำหนดจัดพิมพ์ออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ (ราน 4 เดือน)</strong><br /> ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) <br /> ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) <br /> ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม)</p>
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/265007
ผลฉับพลันของระยะเวลาการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่ที่แตกต่างกันต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอล
2026-03-23T09:52:03+07:00
วารุณี กิจรักษา
warunee.kit@udru.ac.th
สุภาวดี กสิกรรม
suphawadee.ka@udru.ac.th
สุทธิรักษ์ นาโสม
suttirak.na@udru.ac.th
ช่อนภา สิทธิ์ธัง
chonapha_2350@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของระยะเวลาที่ใช้ในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่ที่แตกต่างกันต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอล โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตซอล เพศชาย จำนวน 12 คน อายุระหว่าง 16-18 ปี โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากนั้นแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน เพื่อทำการทดลองตามวิธีการทดลองหมุนเวียนสมดุล โดยกลุ่มตัวอย่างทุกคนจะได้ทำการทดลองทั้ง 3 รูปแบบ (ใน 1 วันของการทดลอง) ประกอบไปด้วย รูปแบบที่ 1 การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่ 10 นาที (DS10) รูปแบบที่ 2 การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่ 15 นาที (DS15) และรูปแบบที่ 3 การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่ 20 นาที (DS20) โดยแต่ละกลุ่มจะได้ทำการทดลองสัปดาห์ละ 1 รูปแบบ ระยะเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากทำการทดลองเสร็จสิ้นในแต่ละรูปแบบ จะการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ด้วยแบบทดสอบ SEMO test วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของความคล่องแคล่วงว่องไวในระยะเวลาที่แตกต่างกัน โดยใช้สถิติ Repeated Measures ANOVA และทำการการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี ผลการวิจัยพบว่าระยะเวลาในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่รูปแบบที่ 1 (10 นาที) และรูปแบบที่ 2 (15 นาที) มีผลต่อความคล่องแคล่วว่องไว แตกต่างจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่รูปแบบที่ 3 (20 นาที) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าระยะเวลาในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนที่รูปแบบที่ 1 (10 นาที) และรูปแบบที่ 2 (15 นาที) มีผลต่อการเพิ่มสมรรถภาพทางกายด้านความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอลมากที่สุด สามารถนำไปเป็นแนวทางในการอบอุ่นร่างกายและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อในนักกีฬาฟุตซอลทั้งก่อนการฝึกซ้อมและการแข่งขัน</p>
2026-04-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/264841
การเปรียบเทียบการพยากรณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตัวแบบ ARIMA และ ARIMAX
2026-02-23T11:50:25+07:00
นิทัศนีย์ เจริญงาม
nitasanee.c@rbru.ac.th
ญาดาภา โชติดิลก
nitasanee.c@rbru.ac.th
วิทมา ธรรมเจริญ
nitasanee.c@rbru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของการพยากรณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากตัวแบบ ARIMA และ ARIMAX ใช้ข้อมูลอนุกรมเวลาแบบรายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2558 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 120 เดือน และได้ทำการแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 สำหรับการสร้างตัวแบบการพยากรณ์ และชุดที่ 2 สำหรับประเมินความแม่นยำของตัวแบบพยากรณ์ โดยเกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบความแม่นยำของตัวแบบ คือ ค่าคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAD) ค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (MSE) ค่าเปอร์เซ็นคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) และค่ารากที่สองของค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) เพื่อหาตัวแบบที่ให้ค่าความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ผลจากการศึกษาพบว่าตัวแบบที่มีความแม่นยำในการพยากรณ์มากที่สุด คือ ตัวแบบ ARIMAX (1, 1, 1) โดยมีราคาน้ำมันดิบโลก (OP) เป็นตัวแปรภายนอก</p>
2026-04-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/267010
การเพิ่มประสิทธิภาพด้านความแม่นยำเชิงพื้นที่และสมรรถนะเชิงเศรษฐศาสตร์ของระบบโรยวัสดุในเครื่องเพาะกล้าข้าวแบบกึ่งอัตโนมัติ
2026-04-03T15:10:18+07:00
ชูชาติ บุญฤทธิ์ตรีเดช
boonrittridej5299@gmail.com
เจษฎา อิสเหาะ
boonrittridej5299@gmail.com
วิเชียร ดวงสีเสน
boonrittridej5299@gmail.com
กันติพจน์ กองแก้ว
boonrittridej5299@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำเชิงพื้นที่และสมรรถนะเชิงเศรษฐศาสตร์ของระบบโรยวัสดุในเครื่องเพาะกล้าข้าวแบบกึ่งอัตโนมัติ โดยประเมินสมบัติทางกายภาพของวัสดุเพาะ ความสม่ำเสมอในการกระจายตัว และพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อการสอบเทียบระบบ ดำเนินการทดลองแบบ CRD จำนวน 5 ซ้ำ ใช้ขี้เถ้าแกลบดำความพรุนร้อยละ 88.225 และเมล็ดพันธุ์ข้าว กข.43 เป็นวัสดุทดสอบ ผลการวิจัยพบว่าระบบมีเสถียรภาพสูง โดยมีค่า %CV ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในทุกระดับการปรับตั้ง ความ สัมพันธ์ระหว่างระดับการปรับตั้งและปริมาณมวลวัสดุอธิบายได้แม่นยำด้วยสมการพหุนามอันดับสอง (R<sup>2</sup>>0.98) ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การปรับตั้งที่เหมาะสมช่วยลดการใช้เมล็ดพันธุ์เกินความจำเป็นและลดความสูญเสียแฝงได้ถึง 412.105 บาทต่อชั่วโมงปฏิบัติงาน สรุปได้ว่าเครื่องต้นแบบช่วยยกระดับคุณภาพแผ่นกล้า ลดความสูญเสีย และเพิ่มความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ เหมาะสำหรับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/267050
การพัฒนารถเกลี่ยข้าวพลังงานแสงอาทิตย์ควบคุมด้วยรีโมทไร้สาย
2026-04-18T14:07:38+07:00
ภูเบศร์ พิพิธหิรัญการ
dr.phubet@gmail.com
วุฒิพล เพ็ญสวัสดิ์
dr.phubet@gmail.com
อภิสิทธิ์ คำสุพรม
dr.phubet@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างรถเกลี่ยข้าวพลังงานแสงอาทิตย์ควบคุมด้วยรีโมทไร้สายและหาประสิทธิภาพการทำงานของรถเกลี่ยข้าวที่สร้างขึ้น งานวิจัยแบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ การออกแบบและสร้างรถเกลี่ยข้าว การทดลองการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ การทดลองการควบคุมและการขับเคลื่อน การปล่อยข้าวและการเกลี่ยข้าว และการทดลองการลดความชื้นในข้าว</p> <p>จากผลการวิจัย พบว่า (1) รถเกลี่ยข้าวพลังงานแสงอาทิตย์ควบคุมด้วยรีโมทไร้สาย ประกอบด้วย โครงสร้างตัวรถ ระบบควบคุมไร้สาย ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ระบบควบคุมและการขับเคลื่อน ทุกระบบทำงานได้อย่างถูกต้อง (2) ผลการทดลองการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ พบว่า เซลล์แสงอาทิตย์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้ารวมเฉลี่ยได้เท่ากับ 654.44 Wh สอดคล้องกับพลังงานรวมของแบตเตอรี่ที่จัดเก็บได้ คือ 600 Wh ระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการใช้งาน (3) ผลการทดลองการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการควบคุมและการขับเคลื่อน พบว่า ส่วนการควบคุมที่ใช้กำลังไฟฟ้ามากที่สุดคือ การเปิดฝากล่องบรรจุข้าว ส่วนการขับเคลื่อนที่ใช้กำลังไฟฟ้ามากที่สุดคือ การเดินหน้าและการถอยหลัง และการบรรทุกข้าวเปลือกส่งผลให้รถเกลี่ยข้าวใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น (4) ผลการทดลองการปล่อยข้าวและการเกลี่ยข้าว พบว่า การปล่อยข้าวทำให้ข้าวเปลือกไหลลงพื้นได้อย่างต่อเนื่อง เมล็ดข้าวกระจายสม่ำเสมอทั้งกอง การเกลี่ยช่วยให้ข้าวกระจายกว้างออก ลดความหนาแน่นของเมล็ดข้าวที่ซ้อนทับกัน ร่องฟันของใบเกลี่ยทำให้ข้าวที่อยู่ด้านล่างมีโอกาสได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้น (5) ผลการทดลองการลดความชื้นในข้าว พบว่า หลังการเกลี่ยและตากแดดเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ข้าวเปลือกมีน้ำหนักลดลงและความชื้นของข้าวเปลือกลดลงจากเดิม 9.4% (wb)</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/scudru/article/view/266756
การเปรียบเทียบตัวแบบพยากรณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันเตา
2026-03-19T15:19:04+07:00
สุภาวิณี ขันคำ
supawinee@vru.ac.th
สิโรรัตน์ จั่นงาม
supawinee@vru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบตัวแบบพยากรณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันเตา สำหรับนำมาใช้ในการวางแผนการจัดการการผลิตได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการ โดยใช้วิธีการทางสถิติทั้งหมด 3 วิธี คือ วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ โดยใช้ช่วงเวลา 3 เดือน และ 5 เดือน วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กำลังอย่างง่าย และวิธีการพยากรณ์รวม ข้อมูลปริมาณการผลิตน้ำมันเตาแบ่งข้อมูลเป็นสองชุด ชุดแรก จำนวน 48 ค่า เป็นข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 สำหรับสร้างตัวแบบพยากรณ์ และข้อมูลชุดที่สอง จำนวน 12 ค่า เป็นข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 สำหรับการตรวจสอบความแม่นยำของตัวแบบพยากรณ์ ซึ่งพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ และค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยที่มีค่าต่ำที่สุด ผลการวิจัยพบว่าตัวแบบพยากรณ์ด้วยวิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ โดยใช้ช่วงเวลา 3 เดือน มีความเหมาะสมกับข้อมูลชุดนี้มากที่สุด โดยให้ค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ต่ำที่สุด เท่ากับ 26.676 และค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ต่ำที่สุด เท่ากับ 6.914%</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี