วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี th-TH <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ <br>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของโรงเรียนนายเรือ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากโรงเรียนนายเรือก่อนเท่านั้น</p> siriratb@hotmail.com (นาวาเอกสิงหชัย ประไพสุวรรณ (Capt.Singhachai Prapaisuwon,RTN)) siriratb@hotmail.com (นาวาเอกหญิง ศิริรัตน์ บุญโสภา) Mon, 01 Aug 2022 10:05:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การวิเคระห์ทรามาดอลไฮโดรคลอไรด์และพาราเซตามอลพร้อมกันในยาเม็ดโดย แคปปิลารีอิเล็กโทรโฟรีซิส https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/244551 <p>งานวิจัยนี้ได้พัฒนาวิธีแคปปิลารีอิเล็กโทรโฟรีซิสสำหรับการวิเคราะห์ทรามาดอลไฮโดรคลอไรด์และพาราเซตามอลพร้อมกันในตัวอย่างยาเม็ด สภาวะที่เหมาะสมสำหรับการแยก คือ ความยาวของแคปปิลารี 32 เซนติเมตร บอเรตบัฟเฟอร์ความเข้มข้น 10 มิลลิโมลาร์ (pH 9.5) ศักย์ไฟฟ้าที่ใช้แยก 12 กิโลโวลต์ และฉีดสารที่ความดัน 50 มิลลิบาร์ เป็นเวลา 3 วินาที ตรวจวัดสารที่ความยาวคลื่น 215 นาโนเมตร ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม การวิเคราะห์สามารถทำได้น้อยกว่า 2 นาที ไมเกรชันไทม์ของทรามาดอลไฮโดรคลอไรด์และพาราเซตามอลคือ 1.161 และ 1.615 นาที ตามลำดับ กราฟมาตรฐานเป็นเส้นตรงในช่วง 5.0-100.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ด้วยค่า R2 มากกว่า 0.9996 ขีดจำกัดการตรวจวัดของทรามาดอลไฮโดรคลอไรด์และพาราเซตามอลเท่ากับ 1.05 และ 0.60 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ขีดจำกัดการวิเคราะห์ปริมาณของทรามาดอลไฮโดรคลอไรด์และพาราเซตามอลเท่ากับ 3.50 และ 2.00 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ ร้อยละการได้กลับคืนอยู่ในช่วงร้อยละ 96.2-101.3 วิธีที่พัฒนานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้วิเคราะห์ ทรามาดอลไฮโดรคลอไรด์และพาราเซตามอลพร้อมกันในยาเม็ด</p> ขจัดภัย ทิพยผ่อง, สมศักดิ์ ศิริไชย Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/244551 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การสร้างตะเกียงระบบเลนส์หมุนพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้กับ ประภาคาร/กระโจมไฟของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/244613 <p>โครงการวิจัยฯ มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ การสร้างต้นแบบตะเกียงระบบเลนส์หมุนพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีราคาถูกเพื่อใช้ติดตั้งกับประภาคารและกระโจมไฟของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างฉากหลังรบกวน และมีความสำคัญในการเดินเรือ ทำให้การเดินเรือในน่านน้ำไทยเป็นไปด้วยความปลอดภัย ประหยัดงบประมาณของกองทัพเรือแทนการจัดหาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงและเป็นการพัฒนาองค์บุคคลและองค์ความรู้ของกองเครื่องหมายทางเรือ ศูนย์สนับสนุนการเดินเรือ กรมอุทกศาสตร์ (กคม.ศสด.อศ.) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะความรู้ ความเข้าใจ และ ความชำนาญในการสร้างตะเกียงระบบเลนส์หมุนพลังงานแสงอาทิตย์ อันจะเป็นการพัฒนางานเครื่องหมายทางเรือของกรมอุทกศาสตร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในงานเครื่องหมายทางเรือของประเทศไทย และเป็นสมาชิกของสมาคมประภาคารระหว่างประเทศ (International Association of Marine Aids to Navigation and Lighthouse Authorities : IALA) ในฐานะตัวแทนประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล โดยต้นแบบตะเกียงระบบเลนส์หมุนพลังงานแสงอาทิตย์ที่สร้างขึ้นมีความเข้มของการส่องสว่าง (Luminous Intensity) อยู่ระหว่าง 210,000 แรงเทียน (Candela : cd) เมื่ออยู่ในลักษณะนิ่ง (Fixed) และ 136,000 - 206,000แรงเทียน เมื่อทำงานในลักษณะตะเกียงระบบเลนส์หมุน ฯ (Rotating Lantern) ซึ่งจะทำให้มีระยะเห็นของแสงไฟ (Luminous Range) 20 - 21.4 ไมล์ทะเล ตามความเข้มของการส่องสว่างเมื่อทำงาน มีความทนทานของการใช้งานในสภาพแวดล้อม (Environment) เทียบเคียงได้กับมาตรฐาน IP 65 สามารถแยกเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ได้14 ชิ้น และมีน้ำหนัก 67 กิโลกรัม มีราคาต่อระบบประมาณ 400,000 บาท เมื่อคิดเฉพาะค่าวัสดุและครุภัณฑ์ แต่เมื่อประมาณการค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วจะมีราคาประมาณ 600,00 - 700.000 บาทต่อระบบ ในขณะที่จัดหาจากต่างประเทศจะมีราคาระบบละ 2,500,000 - 3,400,000 บาท</p> อัศนัย ไทรบุญจันทร์, พันธุ์นาถ นาคบุปผา , สานนท์ รักหนู, บุญญฤทธิ์ สุขเมือง Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/244613 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การออกแบบและประเมินประสิทธิภาพของชุดฝึกปฏิบัติการถ่วงสมดุลหนึ่งระนาบ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247500 <p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; line-height: 92%;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; line-height: 92%; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและประเมินประสิทธิภาพชุดฝึกปฏิบัติการถ่วงสมดุล</span><span style="font-size: 16.0pt; line-height: 92%; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';"><span lang="TH">หนึ่งระนาบ โดยชุดฝึกปฏิบัติการ ฯ นี้ ประกอบด้วย เครื่องฝึกปฏิบัติการถ่วงสมดุลหนึ่งระนาบ และเอกสาร<span style="letter-spacing: -.2pt;">ประกอบการสอน ได้แก่ ใบเนื้อหา ใบงาน ใบประลอง แบบฝึกหัด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</span> ระเบียบวิธีวิจัยได้กำหนดให้ใช้แบบสอบถามชนิดมาตรวัดชนิด 5 ระดับ แบบมาตรวัดเจตคติแบบลิเคิร์ท (</span>Likert Rating Scales) <span lang="TH">เพื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อคุณภาพของชุดฝึกปฏิบัติการ ฯ จำนวน 6 ท่าน ผลการประเมินด้านคุณภาพในภาพรวม มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.31 และนำชุดฝึกปฏิบัติการ ฯ ไปหาประสิทธิภาพจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 32 นาย มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อชุดฝึกปฏิบัติการ ฯ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.01 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.62 และมีผลการประเมินประสิทธิภาพ พบว่า ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพของกระบวนการ (</span>E<span lang="TH">1) คิดเป็น ร้อยละ 84.06 และค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (</span>E<span lang="TH">2) </span><span lang="TH" style="letter-spacing: -.2pt;">คิดเป็นร้อยละ 86.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์สมมติฐาน (80/80) ที่ได้กำหนดไว้ สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนได้</span></span></p> ปิจิราวุช เวียงจันดา, ฤทธิรงค์ อริยธนพล, วินัย เศรษฐโชตินันท์, วัฒนา น้อยทอง Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247500 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบอัลกอริธึม SES, DES, TES, ARIMA และ LSTM เพื่อการทำนายผลจากข้อมูลอนุกรมเวลาแบบสั้น https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247361 <p>A time series is a sequence of observations which are collected and ordered over a period. The observations can be collected for hours, days, months, or years. There has been an assumption that the dependence of successive observations in time series is probable to exist. By means of time series analysis, this dependence is examined to discover a pattern utilised to prepare a prediction, and the prediction is one of various common objectives which can be achieved using time series analysis. Fortunately, time series analysis has been a topic of interest among academics for many decades and quite different algorithms for the prediction task have already been at our disposal. These algorithms are either well-established statistical ones or based on approaches of machine learning. In this paper, an experimental comparison of five different algorithms (simple exponential smoothing (SES), double exponential smoothing (DES), triple exponential smoothing (TES), autoregressive integrated moving average (ARIMA), and long short-term memory (LSTM)) is carried out using 10 examples of short time series to examine the performance of the selected algorithms over the task of time series prediction. The experimental results reveal that of 10 time series, the application of TES, and LSTM provides the best results in four time series each, while SES, and ARIMA outperform others in one time series each. It is more likely that LSTM algorithm could be used for the prediction task of time series analysis.</p> ภูมิพัฒน์ ดวงกลาง, ชัญญาวัจน์ สถิตภัทรสมบัติ Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247361 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 ความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียของเครื่องอบแสงยูวีที่พัฒนาโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247857 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสามารถของตู้อบแสงยูวีที่พัฒนาขึ้นโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียทดสอบต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ <em>Escherichia coli (E. coli), Staphylococcus aureus (S. aureus), Bacillus cereus (B. cereus)</em> และ <em>Extended Spectrum Beta Lactamase Escherichia coli (ESBL E. coli)</em> ซึ่งเป็นตัวแทนของแบคทีเรียแกรมลบ แบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียที่สร้างสปอร์ และแบคทีเรียดื้อยา ตามลำดับ จากการศึกษาพบว่าเมื่อใช้ความเข้มข้นเริ่มต้นของแบคทีเรียทดสอบเท่ากับ 0.5 McFarland ป้ายลงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ BHI Agar แล้วนำไปอบแสงยูวีเป็นเวลา 10 นาที แบคทีเรียทดสอบทุกชนิดถูกยับยั้งได้ อย่างไรก็ตามเมื่อทำการทดลองเช่นเดิม โดยใช้ความเข้มข้นเริ่มต้นของแบคทีเรียทดสอบเท่ากับ 0.5 McFarland แต่ลดเวลาในการอบแสงยูวีลงเป็น 2, 3, 4 และ 5 นาที พบว่า การอบแสงยูวีเป็นเวลา 3, 4 และ 5 นาที สามารถยับยั้งแบคทีเรียทดสอบทุกชนิดได้ แต่การอบแสงยูวีเป็นเวลา 2 นาที สามารถยับยั้งได้เฉพาะ <em>S. aureus </em>และ <em>ESBL E. coli</em> แต่ไม่สามารถยับยั้ง <em>B. cereus </em>และ <em>E. coli </em>ได้ นอกจากนี้ผลการทดลองยังแสดงให้เห็นว่า การอบแสงยูวีเป็นเวลา 3 นาที ยังสามารถยับยั้งแบคทีเรียทดสอบทุกชนิดที่มีความเข้มข้นเริ่มต้นเท่ากับ 1, 2, 3 และ 4 McFarland ได้ จากการศึกษานี้สามารถสรุปได้ว่าหากต้องนำตู้อบแสงยูวีนี้ไปใช้งานจริงและต้องการให้ยับยั้งแบคทีเรียได้ทุกประเภทควรใช้เวลาในการอบแสงยูวีเป็นเวลาอย่างน้อย 3 นาที</p> ปาริชาติ พุ่มขจร, นฤมล คณะวงค์, จริยาภรณ์ อุ่นวงษ์, ผดุง กิจแสวง, พงศ์ศักดิ์ รัตนชัยกุลโสภณ Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247857 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การประมาณน้ำหนักสุกรโดยใช้การประมวลผลภาพและโครงข่ายประสาทเทียม https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247807 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการประมาณน้ำหนักสุกรโดยใช้การประมวลผลภาพ และโครงข่ายประสาทเทียม โดยจะใช้สุกรจำนวนหนึ่งร้อยตัว ซึ่งสุกรจะถูกชั่งน้ำหนักทีละตัว วัดขนาดเส้นรอบวงของหัวและความยาวลำตัว หลังจากนั้น จับภาพมุมมองด้านบนของสุกร และวิเคราะห์อัตราส่วนของพิกเซลของสุกรต่อพื้นที่ทั้งหมด โดยใช้โปรแกรม Python ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ชุดฝึก (n=70) และชุดทดสอบ (n=30) ความสัมพันธ์ของน้ำหนักตัวและเส้นรอบวง ตลอดจนความยาวและภาพลักษณ์ของร่างกายถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ของเพียร์สัน (PPMC) ชุดฝึกอบรมนี้ใช้ในการพัฒนาสมการน้ำหนักสุกรโดย K-Nearest Neighbors (K-NN) และโครงข่ายประสาทเทียม (ANN), Mean Absolute Deviation (MAD) และ Mean Absolute Percentage Error (MAPE) ถูกใช้เพื่อวัดข้อผิดพลาดของการประมาณค่า สำหรับผลการทดลองค่าความถูกต้องอยู่ที่ 86% โดยสรุปการประมวลผลภาพเป็นวิธีที่รวดเร็วในการประมาณน้ำหนักตัวโดยไม่ใส่ความเครียดให้กับสุกร การใช้โครงข่ายประสาทเทียม เป็นวิธีการทางเลือกในการเพิ่มความแม่นยำของแบบจำลองสำหรับการประมาณน้ำหนักสุกร<strong> </strong></p> พิศณุ คูมีชัย Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247807 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาและสร้างเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการบริโภค https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247791 <p>บทความนี้เป็นการศึกษาและสร้างเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการอุปโภค มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์โดยโครงสร้างทำจากอะลูมีเนียม มีพื้นที่รับแสง 0.48 ตารางเมตร มีความลาดเอียงของกระจก 13 องศากับแนวระดับ โดยได้ดำเนินการวิจัย 2 แบบ แบ่งเป็นเครื่องกลั่นน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ก่อนเพิ่มประสิทธิภาพและหลังเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพนั้นเป็นการหุ้มฉนวนกันความร้อนออกนอกเครื่องกลั่น และเพิ่มวัสดุดูดซับแสงอาทิตย์โดยการพ่นสีดำที่ตัวเครื่องกลั่น จากนั้นนำน้ำดิบจากหลังอาคารโรงฝึกงานภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช มาทำการกลั่นตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 16.00 น. รวมทั้งสิ้น 7 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน ผลที่ได้พบว่าปริมาณน้ำที่กลั่นได้ก่อนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องกลั่นมีปริมาณน้ำเฉลี่ย 0.53 ลิตรต่อวัน และหลังจากเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องกลั่นแล้วมีปริมาณน้ำเฉลี่ย 1.10 ลิตรต่อวัน ซึ่งคุณภาพน้ำที่ได้จากการกลั่นอยู่ในค่ามาตรฐานน้ำดื่มของกองเวชศาสตร์ป้องกัน กรมแพทย์ทหารอากาศ ซึ่งอ้างอิงเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก</p> ปราโมทย์ สุขศิริศักดิ์, วิริยะ บริสุทธิ์ Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247791 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การออกแบบและพัฒนาชุดอุปกรณ์วัดคาบเวลาและความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงโลก ประกอบชุดทดลองการแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่าย https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247927 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาชุดอุปกรณ์วัดคาบเวลาและความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงโลกประกอบชุดทดลองการแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่าย (Simple Pendulum Oscillation) โดยชุดอุปกรณ์ ฯ นี้ ประกอบด้วยอุปกรณ์ตรวจจับแบบอินฟราเรดและ NodeMCU ESP8266 โดย NodeMCU ESP8266 นั้น มีคุณสมบัติในการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต หรืออินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things; IoT) ในส่วนของการแสดงผลจะแสดงคาบเวลาเฉลี่ย (Average Time;T avg <em>)</em> และความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงโลก (Gravitational Acceleration;g ) ผ่านแอปพลิเคชัน Blynk ทั้งนี้ พบว่ามีร้อยละความคลาดเคลื่อน (Percent Error) ร้อยละ 1.463 เมื่อเทียบกับค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงโลกมาตรฐาน ณ กรุงเทพมหานคร โดยสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีค่า 9.78297 เมตรต่อวินาที<sup>2</sup> และชุดอุปกรณ์วัดคาบเวลาการแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่ายมีความแม่นยำสูงกว่าการจับเวลาด้วยนาฬิกาจับเวลาของนักเรียนนายเรือ (นนร.) ที่มีร้อยละความคลาดเคลื่อนร้อยละ 4.150</p> ภาณุกร วัฒนจัง, วีระ บุญผุด Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/247927 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบขั้นตอนวิธีการหาขอบของวัตถุในภาพถ่ายทางอากาศ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248124 <p>ในปัจจุบันการวิเคราะห์ภาพถ่ายมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมและในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การแพทย์ การรักษาความปลอดภัย การลาดตระเวน การสำรวจและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ภาพในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่จะใช้แรงงานมนุษย์ ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงและและใช้เวลามาก ดังนั้นการพัฒนาขั้นตอนวิธีการที่ช่วยในการวิเคราะห์ภาพถ่ายจึงมีความจำเป็นอย่างมากและการหาขอบวัตถุในภาพถือว่าเป็นหนึ่งในสาขาที่สำคัญของการวิเคราะห์ภาพถ่าย ในงานวิจัยชิ้นนี้จะเปรียบเทียบขั้นตอนวิธีการในการหาขอบของวัตถุชนิดต่าง ๆ และประยุกต์ใช้กับภาพถ่ายทางอากาศของอากาศยานไร้คนขับ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพและพฤติกรรมด้วย ดัชนี PR หรือค่าอัตราส่วนของความถูกต้องต่อความผิดพลาดทั้งหมด (Ratio of True to False Edges), ดัชนี PSNR หรือตัวชี้วัดที่ใช้ทดสอบความเหมือนระหว่างภาพ (Peak Signal to Noise Ratio) และ ดัชนี F-measure หรือการวัดประสิทธิภาพการทำนายของขั้นตอนวิธีการ โดยจุดประสงค์หลักของงานวิจัยชิ้นนี้คือการเพิ่มความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมและประสิทธิภาพของขั้นตอนวิธีการในการหาขอบของวัตถุชนิดต่าง ๆ ต่อภาพถ่ายทางอากาศจากอากาศยานไร้คนขับ</p> วิศรุต คล้ายแจ้ง, ธนานพ ลิ่มสุวรรณโรจน์, วีระพล วิลามาศ, สมภูมิ มีชาวนา, สุภาวดี ลีลายุทธ, เทียนสิริ เหลืองวิไล Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248124 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การหยั่งความลึกน้ำทะเลจากการรับรู้ะยะไกลในอ่าวไทยด้วยภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 8 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248358 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 ทำการวิเคราะห์หาค่าความลึกน้ำทะเลในอ่าวไทย จำนวน 3 พื้นที่ อ้างอิงขอบเขตตามแผนที่เดินเรือ ได้แก่ พื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก (ทางเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา) พื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก (เกาะสะบ้า ถึง เกาะจิกนอก) และพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก(อ่าวชุมพร) ด้วยเทคนิคการสร้างแผนที่ความลึกน้ำทะเลด้วยวิธี Satellite Derived Bathymetry (SDB) ร่วมกับแบบจำลองอัตราส่วนช่วงคลื่น (Log - Band Ratio Method) เพื่อให้ได้ความลึกน้ำทะเลที่มีความแม่นยำสูงเมื่อเทียบกับฐานข้อมูลแผนที่เดินเรือจากการสำรวจด้วยวิธีการหยั่งน้ำด้วยเสียงแบบลำคลื่นเดียว ผลวิจัยพบว่าค่าความลึกน้ำทะเลจากวิธีการ SDB ช่วงความลึก 0 – 15 เมตร ในพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ อ่าวไทยฝั่งตะวันออก และพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก มีค่าสัมประสิทธิ์ตัวกำหนด (R<sup>2</sup>) เท่ากับ 0.8621, 0.9130 และ 0.9304 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าความลึกน้ำทะเลจากวิธีการ SDB กับความลึกน้ำสำรวจมีความสอดคล้องกันสูง โดยเฉพาะพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก ดังนั้นวิธีการ SDB จึงสามารถใช้เป็นวิธีการทางเลือกในการสนับสนุนการสำรวจแผนที่อุทกศาสตร์ในพื้นที่ความลึกน้ำไม่เกิน 15 เมตร ที่มีข้อมูลอุทกศาสตร์อยู่เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยได้เป็นอย่างดี</p> ชนัตถพงศ์​ เสือ​งาม​เอี่ยม​, ศิริวิไล ธีระโรจนารัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248358 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 เทคโนโลยีการรู้จำใบหน้ามนุษย์ด้วยการประมวลผลภาพ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248317 <p>การรู้จำใบหน้าเป็นเทคโนโลยีได้รับความนิยมในด้านการเข้าถึงข้อมูลมัลติมีเดียในพื้นที่ต่าง ๆบนเครือข่ายในปัจจุบัน เช่น ความปลอดภัยของเครือข่าย การจัดทำดัชนีดึงข้อมูลเนื้อหา และการบีบอัดวิดีโอ ซึ่งประโยชน์จากเทคโนโลยีการจดจำใบหน้านั้นเกิดจาก “ผู้คน” เป็นศูนย์กลางของความสนใจในการเข้าถึงข้อมูลมัลติมีเดียต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายด้วยเทคโนโลยีการรู้จำใบหน้านั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ก่อการร้ายแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะขโมย “รหัสผ่าน” แต่ยังเพิ่มความคล่องตัวต่อผู้ใช้ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์อีกด้วย การจัดทำดัชนีหรือดึงข้อมูลวิดีโอตามลักษณะที่ปรากฏของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้ เช่น ผู้รายงานข่าว นักวิทยาศาสตร์ และผู้ชมภาพยนตร์ สำหรับการใช้งานวิดีโอโฟนและการประชุมทางไกล โดยใช้เทคโนโลยีการรู้จำใบหน้ายังให้รูปแบบการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย ในบทความวิจัยนี้จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลภาพที่จะแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงกรอบการทำงานทั่วไปสำหรับระบบรู้จำใบหน้า และรูปแบบต่าง ๆ ที่มักพบในเครื่องรู้จำใบหน้า โดยจะมีการอธิบายขั้นตอนวิธีการรู้จำใบหน้าที่มีชื่อเสียงหลายอย่าง เช่น ไอเกนเฟซ (Eigenface) และโครงข่ายประสาทเทียม ทำการทดสอบขั้นตอนการรู้จำภาพใบหน้ามีการแสดงออกทาง<br />สีหน้าที่หลากหลายเพื่อเปรียบเทียบกัน พบว่าอัตราข้อผิดพลาดวิธีการผสมผสานกันระหว่าง <em>Self - Organizing Map</em> และโครงข่ายประสาทเทียม มีอัตราความผิดพลาดน้อยสุดที่ร้อยละ 4.5 ใช้เวลาในการจำแนกน้อยสุดที่ 0.7 วินาที และใช้เวลาในการฝึก 6 ชั่วโมง วิธีการของไอเกนเฟสจะมีอัตราความผิดพลาดที่ร้อยละ 9 แต่ก็ใช้เวลาในการฝึก 40 นาที เร็วที่สุดในทุกวิธีการที่ใช้ ซึ่งการเลือกขั้นตอนวิธีการใดในการใช้งานก็ขึ้นกับตัวเจ้าของผลงานที่จะเลือกให้เหมาะสมกับงานของตัวเองมากที่สุด และวิธีโครงข่ายประสาทเทียมได้ผลอัตราความถูกต้องมากกว่าวิธีอื่น</p> พิศณุ คูมีชัย Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248317 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่ง : กรณีศึกษาหาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248363 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจข้อมูลอุทกศาสตร์สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือของกองทัพเรือและเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งบริเวณชายฝั่งด้านใต้ของเขาหน้ายักษ์ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาลำปี – หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ระยะทางตามแนวชายฝั่งประมาณ 5 กิโลเมตร และมีระยะห่างจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร ดำเนินการโดยการสำรวจความลาดชันตามแนวชายหาดและเก็บรายละเอียดขอบฝั่ง การสำรวจหยั่งน้ำบริเวณหน้าหาด มาตราส่วน 1 : 5,000 เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงความลึกพื้นท้องทะเล การตรวจกระแสน้ำประจำที่ จำนวน 2 จุด บริเวณชายฝั่งตอนบนและตอนล่างของพื้นที่สำรวจ และการเก็บตัวอย่างตะกอนชายฝั่ง เพื่อวิเคราะห์ขนาดของตะกอนในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่แสดงความลาดชันและรายละเอียดขอบฝั่ง แผนที่แสดงความลึกพื้นท้องทะเลบริเวณหน้าหาด ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งบริเวณหาด ข้อมูลการไหลเวียนของกระแสน้ำบริเวณหน้าหาด และข้อมูลลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา ผลการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งบริเวณหาดท้ายเหมืองมีลักษณะเป็นแบบสภาวะสมดุลพลวัต (Dynamic Equilibrium) กล่าวคือในช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งมีกำลังแรงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม คลื่นจะกัดเซาะชายหาดออกไปเป็นแนวตรงดิ่ง (Scarp) ทรายจะถูกคลื่นหอบออกสู่ทะเลกลายเป็นสันทรายใต้น้ำ ทำให้ความลาดชันของหาดเพิ่มขึ้น แต่เมื่อคลื่นลมสงบ (Calm Wave) คือ ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและ<br />ลมตะวันออก คลื่นจะพัดพาทรายกลับเข้าหาฝั่งอย่างช้า ๆ และก่อตัวเป็นชายหาดดังเดิม การศึกษาเพื่อให้ได้ข้อสรุปเช่นนี้ จะต้องทำการศึกษาซ้ำบริเวณพื้นที่เดิมให้ครอบคลุมช่วงเวลาทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี</p> รณกร ธาราเวชรักษ์ Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248363 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดทดลองการหาค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงโลกด้วยตัวตรวจวัดเวลา แบบดิจิตอลพร้อมโปรแกรมแสดงผลอัตโนมัติด้วย IoT บน Smartphone สำหรับห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ โรงเรียนนายเรือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248299 <p>การศึกษาค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกมีความสำคัญเป็นอย่างมากในสาขาวิชาฟิสิกส์ที่ส่งผลต่อการสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับแรงดึงดูดระหว่างมวล น้ำหนักและพลังงานศักย์โน้มถ่วง การวิจัยนี้เป็นการพัฒนาชุดทดลองในห้องปฏิบัติการฟิสิกส์เพื่อวัดค่าเวลาด้วยตัวตรวจวัดเปียโซอิเล็คทริคและค่ากระจัดด้วยตัวตรวจวัดอัลตราโซนิค ร่วมกับการใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์บนบอร์ด Arduino Mega2560 R3 ควบคุมและแสดงผลอัตโนมัติบนจอภาพชนิดสัมผัส นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งควบคุมและแสดงผลบนสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชันบลิงค์ ค่าเวลาและค่าการกระจัดที่วัดได้นี้จะนำมาวิเคราะห์หาค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มของโลก โดยวิธีคำนวณจากสูตรการตกอย่างอิสระและวิธีทางกราฟ ผลจากการทดสอบพบว่าค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่วัดได้จากชุดการทดลองมีค่าใกล้เคียงกับค่ามาตรฐาน โดยผลการทดสอบของชุดทดลองที่พัฒนาขึ้นนี้มีความแม่นยำถึงร้อยละ 99.51 จากผลการทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่าชุดทดลองที่สร้างขึ้นสามารถใช้ทดลองวัดความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกในการศึกษาเรื่องการตกอย่างอิสระของวัตถุได้อย่างแม่นยำ</p> วีระ บุญผุด Copyright (c) 2022 วารสารวิชาการโรงเรียนนายเรือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/rtna/article/view/248299 Wed, 27 Jul 2022 00:00:00 +0700