https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/issue/feed
วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต
2025-12-26T12:46:14+07:00
Asst.Prof.Dr.Saithan Thongphrom
researchscience@pkru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (research article) ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ประกอบด้วย ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์ทางทะเล วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย จัดพิมพ์ออกเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม) ดำเนินการเผยแพร่ในรูปแบบวารสารออนไลน์เท่านั้น ทั้งนี้ต้นฉบับที่เสนอขอลงตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างเสนอขอลงตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งจะต้องผ่านการพิจารณา ให้ความเห็นและตรวจแก้ไขทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ของวารสารวิชาการซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต จำนวน 3 ท่าน ก่อนลงตีพิมพ์ โดยทางวาสารมีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต บทความละ 3,500 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 2,500 บาท ชำระเมื่อได้รับการพิจารณาเชิงคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการแล้ว และครั้งที่ 2 จำนวน 1,000 บาท ชำระเมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และกองบรรณาธิการเห็นชอบให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต กระบวนการประเมินบทความต้นฉบับ (manuscript) เป็นแบบไม่เปิดเผยชื่อและหน่วยงานต้นสังกัดของทั้งผู้วิจัยและผู้ประเมินบทความ (double-blind)</p> <p> </p> <p><strong>ISSN 2822-1044 (Online)</strong></p>
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/article/view/262479
อัตราการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากวัสดุธรรมชาติของท้องถิ่นต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของข้าวโพดฝักอ่อนท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์
2025-07-07T15:25:52+07:00
ต่อตระกูล เหมียดนอก
tortrakul.m@srru.ac.th
เพชรรัตน์ พรหมทา
promatar.pr@srru.ac.th
<p>ศึกษาผลของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากวัสดุธรรมชาติของท้องถิ่น เพื่อเพิ่มผลผลิตของข้าวโพดฝักอ่อนทางการเกษตรในจังหวัดสุรินทร์ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค (RCBD) มี 3 ซ้ำ 3 ทรีตเมนต์ ประกอบด้วย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดอัตรา 10, 20 และ 30 กิโลกรัม/แปลง เตรียมแปลงทดลองขนาด 1.5 x 2 ตารางเมตร ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนและใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดตามอัตราที่กำหนดที่ระยะห่างจากโคนต้น 10–15 เซนติเมตร เก็บข้อมูลการเจริญเติบโตทุก ๆ 15 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ 90 วันหลังปลูก ผลการทดลองพบว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 30 กิโลกรัม/แปลง มีผลให้การเจริญเติบโตด้านความสูงต้นข้าวโพดฝักอ่อน และความกว้างทรงพุ่มที่อายุ 45 วันมีความแตกต่างทางสถิติ นอกจากนี้อัตราดังกล่าวยังส่งผลให้ความยาวฝัก น้ำหนักฝักสดที่อายุเก็บเกี่ยวมีค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอัตราอื่น เมื่อพิจารณาถึงสมบัติดิน ได้แก่ ค่าพีเอชดิน ปริมาณไนโตรเจนและโพแทสเซียมในดินหลังปลูกพบว่ามีค่าสูงขึ้น ดังนั้นอัตราดังกล่าวจึงเหมาะสมกับข้าวโพดฝักอ่อนที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/article/view/263897
การตรวจสอบความผิดปกติของระบบบัตรเครดิตในเครือข่ายอีดีซีโดยใช้วิธีแบบป่าสุ่ม
2025-09-15T10:31:56+07:00
ณภัทร ไข่มุกด์
ohhopat@hotmail.com
นิติเศรษฐ์ หมวดทองอ่อน
Nithizethe.Mhu@stou.ac.th
<p>ธุรกิจบัตรเครดิตในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 8–9 ต่อปีในช่วงปี 2567–2568 อย่างไรก็ตาม ระบบเครือข่ายสำหรับการทำธุรกรรมยังคงประสบปัญหาการขัดข้องบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้บริการทั้งด้านความสะดวก ความเชื่อมั่น และประสิทธิภาพในการทำงาน เครื่องมือที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจสอบและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที ทำให้ปัญหาการขัดข้องของระบบยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องที่เหมาะสมสำหรับการจำแนกเหตุการณ์ผิดปกติในระบบบัตรเครดิตเครือข่ายอีดีซี โดยใช้ข้อมูลบันทึกเหตุการณ์ในอดีตร่วมกับข้อมูลแฟ้มล็อกจากอุปกรณ์อีดีซี รวมทั้งสิ้น 5,011 ชั่วโมง อัลกอริทึมที่นำมาพิจารณา ได้แก่ ต้นไม้ตัดสินใจ ป่าสุ่ม และเพื่อนบ้านใกล้ที่สุด ผลการประเมินประสิทธิภาพแสดงให้เห็นว่า แบบจำลองที่ใช้อัลกอริทึมป่าสุ่มสามารถให้ค่าความถูกต้อง 99.96% ความแม่นยำ 99.90% ความครอบคลุม 99.90% และค่าประสิทธิภาพโดยรวม 99.90% สรุปได้ว่าอัลกอริทึมป่าสุ่มเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับเครื่องมือตรวจสอบความผิดปกติของระบบบัตรเครดิตในเครือข่ายอีดีซีเพื่อยกระดับเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของระบบธุรกรรมทางการเงิน</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/article/view/264030
การเฝ้าระวังความเสี่ยงไฟฟ้าสำรองด้วยฟัซซีเชิงกฎและกราฟพึ่งพา
2025-10-06T11:14:59+07:00
วรายุทธ แซ่หนา
warayut@pkru.ac.th
หาญพล มิตรวงศ์
mhanphon@pkru.ac.th
<p>การจ่ายไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญต่อโรงงานอุตสาหกรรมในภาคใต้ฝั่งอันดามัน หากเกิดการหยุดชะงักเพียงไม่กี่วินาทีอาจทำให้การผลิตหยุดชะงักและกระทบความต่อเนื่องทางธุรกิจ ระบบเฝ้าระวังเครื่องสำรองไฟฟ้าเดิมที่อาศัยวิธีเกณฑ์คงที่มักสร้างสัญญาณเตือนเกินความจำเป็นหรือเตือนช้าในช่วงวิกฤต งานวิจัยนี้จึงนำเสนอเฟรมเวิร์กกราฟฟัซซี ซึ่งประกอบด้วยสององค์ประกอบหลัก ได้แก่ ระบบอนุมานฟัซซีแบบลิเนียร์โอเวอร์แลป (LO-FIS) ที่ใช้การกำหนดเกณฑ์เทรชโฮลด์แทนการแปลงค่าฟัซซีเป็นค่าจริง เพื่อสร้างเอาต์พุตทวิภาค (0 = ปกติ, 1 = วิกฤต) และกราฟพึ่งพาที่สะท้อนการแพร่กระจายความเสี่ยงจากเครื่องสำรองไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์สำคัญ เฟรมเวิร์กถูกติดตั้งบน raspberry Pi และเชื่อมต่อกับเครื่องสำรองไฟ Syndome HE-RT-1-3K ในการทดลองได้มีการจำลองเหตุขัดข้องที่ควบคุมได้หลายระดับ พร้อมบันทึกข้อมูลต่อเนื่องรวม 72 ชั่วโมง ครอบคลุมช่วงโหลดหลากหลาย จำนวนข้อมูล 4,321 ตัวอย่าง ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ให้ค่าความแม่นยำ 99.32%, ความสามารถในการตรวจจับ 97.14%, และคะแนน F1 เท่ากับ 98.07% มีการแจ้งเตือนผิดพลาดเพียง 1 ครั้ง และสร้างระยะเวลาแจ้งเตือนล่วงหน้า เฉลี่ยประมาณ 30 วินาทีก่อนเหตุไฟดับจริง แนวทางนี้จึงสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือและความทนทานของระบบไฟฟ้าสำรองในโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/article/view/264178
ศักยภาพของสารสีจากเชื้อราโมแนสคัสในการเพิ่มสีผิวของปลาทองออรันดา
2025-10-10T16:04:45+07:00
ศุภมาศ ศรีวงศ์พุก
supamas_s@rmutt.ac.th
สุรชัย เตชะเอ้ย
surachai_te@rmutt.ac.th
สุภาพร สัตตัง
supaporn_sa@rmutt.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสีจากเชื้อรา <em>Monascus</em> ต่อการเพิ่มสีผิวของปลาทองฮอลันดา (<em>Carassius auratus</em>) และเพื่อหาความเข้มข้นที่เหมาะสมในการเสริมในอาหาร การทดลองใช้ปลาทองออรันดาที่ได้รับอาหารผสมสารสกัดสีในระดับความเข้มข้น 0, 5, 10 และ 15 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 45 วัน โดยประเมินทั้งการเจริญเติบโตและความเข้มของสีผิวที่เปลี่ยนแปลงไปพบว่า การเสริมสารสกัดสีเชื้อรา<em> Monascus</em> ไม่ส่งผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญต่อการเพิ่มน้ำหนัก ความยาว อัตราการรอดตาย หรือประสิทธิภาพการใช้อาหาร เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินด้านสีพบว่าค่าความสว่างและค่าสีเหลือง มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่ได้รับสารสี โดยเฉพาะที่ระดับความเข้มข้น 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ในขณะที่ค่าสีแดงเพิ่มขึ้นในระยะต้นและลดลงภายหลัง การทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าสารสกัดสีจากเชื้อรา<em> Monascus</em> สามารถใช้เป็นสารสีธรรมชาติเพื่อเพิ่มความสว่างและคุณภาพสีของปลาทองออรันดาได้ โดยระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมที่สุดคือ 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ซึ่งให้ผลคงที่มากกว่าการใช้ในระดับความเข้มข้นสูง</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/article/view/264258
คุณสมบัติเชิงสุขภาพของชาใบโกงกางอบแห้งสำหรับการผลิตชาชงดื่ม ในพื้นที่บ้านหน้าทับ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-10-20T14:35:45+07:00
ฉัตรชัย สังข์ผุด
chatchai_san@nstru.ac.th
ชุตินุช สุจริต
chutinut.s@rmutsv.ac.th
ฉัตรจิรา สังข์ผุด
Chatjirasungpud@gmail.com
ผกากรอง โยธารักษ์
cyaninds@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิในการสกัดโกงกางอบแห้งต่อฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีคุณสมบัติเชิงสุขภาพ ได้แก่ ปริมาณสารฟีนอลิก ฤทธิ์ดักจับอนุมูลอิสระ DPPH ฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสและแอลฟากลูโคซิเดสของสารสกัดใบโกงกางอบแห้งที่อุณหภูมิน้ำในการสกัดต่างกัน คือ อุณหภูมิห้อง น้ำร้อน (70–80 °C) และน้ำเดือด พบว่าการสกัดด้วยน้ำร้อนและน้ำเดือดมีสารฟีนอลิกสูงสุด (0.16 mg GAE/g ของสารสกัด) และการดักจับอนุมูลอิสระสูงกว่าการสกัดที่อุณหภูมิห้องอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) มีค่า IC<sub>50 </sub>= 52.88 ± 1.25 และ 52.83 ± 1.06 µg/ml ฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสของสารสกัดชาใบโกงกางด้วยน้ำร้อนและน้ำเดือด มีค่า IC<sub>50 </sub>= 341.05 ± 2.22 และ 340.40 ± 0.47 µg/ml ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำกว่าสารมาตรฐานอะคาร์โบส (IC<sub>50</sub> = 5.94 ± 0.01 µg/ml) ถึง 57 เท่า สำหรับฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดสของชาใบโกงกางที่สกัดด้วยน้ำร้อนและน้ำเดือด ไม่แตกต่างกับสารมาตรฐานอะคาร์โบส สรุปได้ว่าการสกัดชาใบโกงกางด้วยน้ำร้อนและน้ำเดือดเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตชาใบโกงกางเชิงสุขภาพ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/article/view/264284
ความหลากหลายและการแพร่กระจายของแหนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
2025-10-21T14:23:00+07:00
จิราพร กรรมกร
jiraporn.ka0912@gmail.com
สิรินยา ศิริมหาวรรณ
sirinya.sir68@gmail.com
บงกช วิชาชูเชิด
bongkot.w@ku.th
<p>พืชน้ำกลุ่มแหนพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีน้ำใสนิ่ง พบมากในที่อากาศร้อนและมีแสงแดดจัด เจริญเป็นกลุ่มลอยเป็นแพอยู่บนผิวน้ำและอาจลอยปะปนอยู่กับพืชชนิดอื่น แหนมีการเจริญเติบโตได้ง่ายและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การเจริญเติบโตและการพัฒนาของแหนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ สารอาหาร pH และอุณหภูมิ แหนมีประโยชน์ทางระบบนิเวศไม่ว่าจะเป็นการบำบัดน้ำเสีย อาหารสัตว์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีพื้นที่เส้นทางน้ำล้อมรอบและมีแหล่งน้ำจำนวนมากในบริเวณรั้วมหาวิทยาลัย จากการสำรวจก่อนหน้าพบการแพร่กระจายของกลุ่มแหน จึงมีจุดประสงค์ในการลงพื้นที่ศึกษาเพื่อบันทึกชนิดและการแพร่กระจายของแหนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยในการศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการศึกษาการแพร่กระจายของแหนสามสกุล ได้แก่ <em>Spirodela, Lemna</em> และ <em>Wolffia</em> เพื่อใช้ในการเป็นฐานข้อมูลการแพร่กระจายของกลุ่มแหน การเก็บตัวอย่างแหนดำเนินการในพื้นที่ศึกษาจำนวน 5 จุดเก็บตัวอย่าง ในช่วงเวลาที่มีการเจริญมากสุดของกลุ่มแหน บันทึกลักษณะทางสัณฐานตัวอย่างแหนที่เก็บได้ ระบุชนิดและบริเวณที่พบ พร้อมทั้งบันทึกภาพและสรุปผลการแพร่กระจายของแหนแต่ละชนิด ผลการศึกษาพบว่าแหนสกุล <em>Lemna</em> และ <em>Wolffia</em> พบได้ทุกจุดเก็บตัวอย่าง ส่วนสกุล <em>Spirodela</em> พบได้บางจุดเท่านั้น ทั้งนี้ความแตกต่างในการพบแหนแต่ละสกุลอาจสัมพันธ์กับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ความหลากหลาย และขนาดของแหล่งน้ำ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเกี่ยวกับการนำแหนไปใช้ประโยชน์ และใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพได้ต่อไป</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/pkruscitech/article/view/264186
ฤทธิ์ยับยั้งแอลฟา-กลูโคซิเดสของสารสกัดของกากผลมะแขว่นที่สกัดน้ำมันออกแล้ว
2025-10-20T14:53:22+07:00
วิมลพรรณ รุ่งพรหม
rwimon@aru.ac.th
อักษราภัค แสงศรี
katoonauksaraphak@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์การยับยั้ง<em>แอลฟา</em>-กลูโคซิเดสของกากผลมะแขว่น (<em>Zanthoxylum limonella</em> (Dennst.) Alston ) ที่สกัดน้ำมันออกแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือทิ้งจากกระบวนการสกัดน้ำมันมะแขว่น โดยได้ทำการศึกษาวิธีการสกัดกากผลมะแขว่นด้วยวิธีที่แตกต่างกัน 2 วิธี เพื่อทำการคัดเลือกหาประสิทธิภาพการยับยั้ง<em>แอลฟา</em>-กลูโคซิเดสที่ดีที่สุด ผลการทดลองได้ชี้ชัดว่าสารสกัดจากกากผลมะแขว่นตามวิธีที่ 1 เป็นวิธีสกัดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยสารสกัดด้วยน้ำ (ZL-W) สามารถยับยั้ง<em>แอลฟา</em>-กลูโคซิเดสจากลำไส้หนูต่อซับสเตรตซูเครสได้สูงสุด โดยมีค่า IC<sub>50 </sub>เท่ากับ 60.8 ± 0.04<sup> </sup>ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และพบว่าสามารถยับยั้งได้ดีกว่าอะคาโบส ยารักษาโรคเบาหวานที่เป็นตัวควบคุมเชิงบวกที่มีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 77.1±0.02 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><0.05) นอกจากนี้พบว่าสารสกัดด้วยน้ำสามารถยับยั้ง<em>แอลฟา</em>-กลูโคซิเดสจากลำไส้หนูต่อซับสเตรตมอลเทส โดยมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 38.10±1.21 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งสูงกว่าสารสกัดเมทานอล (ZL-M) และสารสกัดเฮกเซน (ZL-H) ที่สกัดด้วยวิธีที่ 2 ซึ่งมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 104.70±0.20 และ 106.70±0.15 ตามลำดับ และทุกสารสกัดมีประสิทธิภาพในการยับยั้งน้อยกว่าอะคาโบสที่มีค่า IC<sub>50 </sub>เท่ากับ 7.10±0.01 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นสารสกัดด้วยน้ำของกากผลมะแขว่นน่าจะมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นอาหารทางการแพทย์หรืออาหารเสริมในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อป้องกันและรักษาโรคเบาหวานในอนาคตได้</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ ซายน์เทค มรภ.ภูเก็ต