วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal <p><strong>วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (The Journal of King Mongkut's University of Technology North Bangkok)</strong> เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรม และวิชาการขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลงานวิชาการที่รับตีพิมพ์เป็นบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความบรรณาธิการปริทัศน์ที่เขียนด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ<br />วารสารพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 4 ฉบับ คือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–มีนาคม</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน–มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม–กันยายน</li> <li>ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม–ธันวาคม</li> </ul> <p>วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นวารสารที่จัดอยู่ในฐานข้อมูลดังนี้</p> <ul> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล ASEAN Citation Index (ACI)</li> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารไทย (TCI) กลุ่มที่ 1 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</li> <li>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ยอมรับให้เป็นวารสารระดับชาติและเป็นวารสารสำหรับการพิจารณาผลงานตีพิมพ์ เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. ในหลักสูตรกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก</li> </ul> <p><strong>สถิติการพิจารณาอ้างอิงจากปี 2568</strong></p> <p>จำนวนวันเฉลี่ยในการพิจารณาเบื้องต้น : 9 วัน</p> <p>จำนวนวันเฉลี่ยในการรับพิจารณาตอบรับตีพิมพ์: 110 วัน</p> <p>อัตราการยอมรับตีพิมพ์ในปี 2567 : 41%</p> The Journal of King Mongkut's University of Technology North Bangkok th-TH วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2985-2080 <p>บทความที่ลงตีพิมพ์เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น<br />ผู้เขียนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากบทความนั้น</p> การประยุกต์ใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ในงานวิจัยทางด้านประสาทวิทยาการศึกษา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/262675 <p>ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมางานวิจัยด้านประสาทวิทยาการศึกษาได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งทำความเข้าใจกลไกการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ เพื่อพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความสนใจคือเทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ (Near-Infrared Spectroscopy; NIRS) ซึ่งเป็นเครื่องมือถ่ายภาพสมองแบบไม่รุกรานที่สามารถตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของออกซีฮีโมโกลบินและดีออกซีฮีโมโกลบินในสมองได้แบบเรียลไทม์ บทความนี้นำเสนอแนวคิดในการประยุกต์ใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ ในงานวิจัยด้านประสาทวิทยาการศึกษา ซึ่งเป็นสาขาที่บูรณาการระหว่างประสาทวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาการศึกษา และการจัดการเรียนรู้ โดยอธิบายหลักการทำงานของเทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ ข้อดีและข้อจำกัดของเทคนิคนี้ ตลอดจนยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ ในงานวิจัยด้านการเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ ทักษะการรู้คิด การเรียนรู้ร่วม และภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ เพื่อนำเสนอแนวโน้มการประยุกต์ใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ในช่วงวัยต่าง ๆ และสนับสนุนการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมยิ่งขึ้น</p> กานดา เลิศลดาลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-11 2026-02-11 36 2 ID. 262 8078 10.14416/j.kmutnb.2026.02.001 เทคโนโลยีการปรับสภาพลิกโนเซลลูโลสสำหรับการผลิตไบโอเอทานอลจากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/263077 <p>การใช้ประโยชน์จากของเสียทางการเกษตรเพื่อการผลิตพลังงานชีวภาพมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชีวมวลลิกโนเซลลูโลส เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย ถือเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพสูงในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะเอทานอลชีวภาพ อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนและทนทานของลิกโนเซลลูโลส โดยเฉพาะการมีอยู่ของลิกนินจึงจำเป็นต้องมีการปรับสภาพเบื้องต้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสในการย่อยสลายต่อไป บทความปริทัศน์ฉบับนี้ได้รวบรวมและประเมินวิธีการปรับสภาพทางเคมีหลายรูปแบบ ได้แก่ การปรับสภาพด้วยกรด ด่าง ออร์กาโนซอล์ฟ ของเหลวไอออนิก และตัวทำละลายยูเทกติกเชิงลึก โดยเน้นถึงข้อดี ข้อจำกัด และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละวิธี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเกณฑ์ในการเลือกวิธีการปรับสภาพที่เหมาะสมตามชนิดของชีวมวลและผลิตภัณฑ์ปลายทางที่ต้องการ อีกทั้งยังสำรวจแนวคิดของโรงกลั่นชีวภาพในฐานะวิธีการที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่าสูงสุดจากเศษเหลือทางการเกษตร โดยการเปลี่ยนให้เป็นพลังงานชีวภาพ สารเคมีชีวภาพ และวัสดุชีวภาพซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว</p> ปุณยนุช คุณมณี สุภาวดี สุดสาย มาลินี ศรีอริยนันท์ วนารัตน์ ภาคีนุยะ วทันยา ไชยสายัณท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-20 2026-03-20 36 2 ID. 262 8125 10.14416/j.kmutnb.2026.03.004 การประยุกต์ใช้วิธี Grey-DEMATEL เพื่อระบุปัจจัยเชิงสาเหตุของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา จังหวัดน่าน ประเทศไทย https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/263872 <p>การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้กลายเป็นวาระนโยบายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาภูมิภาคในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทว่ายังมีหลายพื้นที่ท่องเที่ยวในชนบทที่เปราะบางต่อการเติบโตอย่างไร้การควบคุม การใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และการรั่วไหลของรายได้ งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุและผลที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนท่องเที่ยวที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในภาคเหนือของประเทศไทย โดยใช้หมู่บ้านสองแห่งในจังหวัดน่านเป็นกรณีศึกษา โดยอาศัยเกณฑ์ความยั่งยืน 13 ประการขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) และใช้วิธีการ Grey Decision Making Trial and Evaluation Laboratory (Grey-DEMATEL) เพื่อจัดการกับความไม่แน่นอนและมุมมองที่หลากหลายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการแปลงการประเมินแบบคู่เปรียบเทียบของผู้เชี่ยวชาญให้เป็นค่าจำนวนเกรย์แล้วสังเคราะห์เป็นเมทริกซ์ความสัมพันธ์รวมเชิงโครงสร้าง ข้อมูลได้มาจากแบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 13 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน หน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเอกชน ผลการวิเคราะห์พบตัวขับเคลื่อนเชิงสาเหตุหลัก 5 ด้าน เรียงตามอิทธิพล ได้แก่ การสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนากำลังแรงงาน การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ ความปลอดภัยของที่พัก และสื่อและการตีความทางวัฒนธรรม โดยการสนับสนุนจากภาครัฐมีค่าความเด่นและอิทธิพลสุทธิสูงสุด และส่งผลต่อผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมตามลำดับเชิงสาเหตุ นอกจากนี้การวิเคราะห์แบบแยกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังแสดงให้เห็นว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลักมีความสอดคล้องกัน โดยมีความแตกต่างเชิงมุมมองระหว่างกลุ่มเพียงเล็กน้อย ข้อค้นพบดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและมาตรการเชิงปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาทการสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในท้องถิ่น และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการควบคู่กับการสื่อสารและตีความทางวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวชนบทให้มีเสถียรภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้ Grey-DEMATEL เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในบริบทที่ข้อมูลเชิงปริมาณมีจำกัด อย่างไรก็ตามข้อค้นพบยังมีข้อจำกัดจากขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างน้อยและลักษณะเฉพาะของพื้นที่ศึกษาในสองชุมชนของจังหวัดน่าน ซึ่งอาจจำกัดการประยุกต์ใช้กับแหล่งท่องเที่ยวชนบทประเภทอื่นในภูมิภาคอื่นของประเทศ</p> พีรพงศ์ ภควณิช ชนินาถ พลลาภ ธีรนันทา ฤทธิ์มณี เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-10 2026-04-10 36 2 ID. 262 8156 10.14416/j.kmutnb.2026.04.002 การเปรียบเทียบเสถียรภาพของกระดูกเชิงกรานที่ถูกยึดด้วย Single Sacroiliac Screw, Parallel Sacroiliac Screw และ Bilaterial Iliac Screw ด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/262879 <p>งานวิจัยนี้ประยุกต์ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ในการศึกษาเสถียรภาพของกระดูกเชิงกรานที่ถูกยึดด้วยสกรูใน 3 รูปแบบ คือ Single Sacroiliac Screw (SSIS), Parallel Sacroiliac Screw (PSIS) และ Bilateral Iliac Screw (BLIS) โดยทำการเปรียบเทียบระยะการเคลื่อนตัว และระยะห่างระหว่างรอยแตกของกระดูกกระเบนเหน็บ ผลการจำลองพบว่าการเคลื่อนตัวสูงสุดของกระดูกกระเบนเหน็บชิ้นใหญ่ที่ถูกยึดด้วยรูปแบบ SSIS, PSIS และ BLIS มีค่าเท่ากับ 45.23 33.92 และ 42.3 ไมโครเมตร ตามลำดับ และสำหรับกระดูกกระเบนเหน็บชิ้นเล็ก มีค่าเท่ากับ 44.66 35.11 และ 42.1 ไมโครเมตร ตามลำดับ และระยะห่างสูงสุดระหว่างรอยแตกของกระดูกกระเบนเหน็บที่ถูกยึดด้วย SSIS, PSIS และ BLIS มีค่าเท่ากับ 403.44 182.59 และ 367.24 ไมโครเมตร ตามลำดับ จึงสามารถสรุปได้ว่าการยึดในรูปแบบ PSIS ส่งผลให้เกิดเสถียรภาพดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 3 รูปแบบการยึดสามารถนำไปใช้เพื่อรักษาคนไข้ได้ เนื่องจากทั้ง 3 รูปแบบการยึดได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากเกิดระยะห่างระหว่างผิวรอยแตกน้อยกว่า 800 ไมโครเมตร จึงสามารถทำให้เกิดกระบวนการ Gap Healing ได้ แต่ไม่สามารถทำให้เกิดกระบวนการ Contact Healing ได้ทันทีหลังการผ่าตัด เนื่องจากเกิดระยะห่างระหว่างรอยแตกของกระดูกกระเบนเหน็บมากกว่า 10 ไมโครเมตร</p> ศิร ศิโรเวฐนุกูล วิโรจน์ ลิ่มตระการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-20 2026-03-20 36 2 ID. 262 8089 10.14416/j.kmutnb.2026.03.002 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการโรคพืชยุคใหม่: โอกาสที่มาพร้อมข้อควรระวัง https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/264010 <p>โรคพืชเป็นปัญหาสำคัญต่อการเกษตรทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตพืชและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ปัญญาประดิษฐ์ Artincial Intelligence (Al) โดยเฉพาะ Machine Leaming (ML) และ Deep Leaming (DL) 1A กลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการตรวจหาโรคพืชในช่วงเริ่มต้น การวินิจฉัยโรค การพยากรณ์โรค และการจัดการโรคที่เกิดขึ้น [1], [2]โดย AI สามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายข้อมูลสภาพแวดล้อม และทำนายการระบาดของโรคพืชได้ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนในด้านเกษตรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะแพร่กระจาย และช่วยลดความเสียหายของผลผลิต [2]</p> พัชรวิภา ใจจักรคำ สมภพ ศรลัมพ์ มาลินี ศรีอริยนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-09-17 2025-09-17 36 2 ID. 262 007907 การเปรียบเทียบวิธีการสกัดไขมันจากเมล็ดเงาะแบบบีบเย็นและร้อนต่อสมบัติทางชีวภาพและองค์ประกอบไขมัน https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/262985 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการสกัดไขมันจากเมล็ดเงาะ (Nephelium lappaceum L.) แบบบีบเย็นและบีบร้อนด้วยวิธีซอกห์เลต โดยประเมินปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ กิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ ศักยภาพการต้านการอักเสบ องค์ประกอบของกรดไขมัน และสเปคตรัมช่วงยูวี ผลการศึกษาพบว่าไขมันที่ได้จากการบีบเย็นมีปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมด (44.93 ±0.12 มิลลิกรัม GAE ต่อกรัมน้ำมัน) ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ (IC50 = 371.77 ±0.24 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) กิจกรรมการคีเลตโลหะ (25.45 ±0.76%) และศักยภาพในการยับยั้งการอักเสบ (46.74 ±6.53 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) สูงกว่าไขมันแบบบีบร้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ไขมันที่ได้จากการบีบเย็นมีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวรวมสูงกว่าไขมันที่ได้จากการบีบร้อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยเฉพาะกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ประกอบด้วยกรดโอเลอิก (C18:1n-9) เป็นหลัก อย่างไรก็ตามไขมันที่ได้จากการบีบร้อนมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวสูงโดยเฉพาะกรดปาลมิติก (C16:0) และกรดสเตียริก (C18:0) ค่าดัชนีก่อโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherogenic Index) และดัชนีก่อลิ่มเลือด (Thrombogenic Index) ของไขมันเงาะจากการบีบเย็นมีค่า 0.595 และ 1.128 ตามลำดับ นอกจากนี้การดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 290–320 นาโนเมตรของไขมันสกัดเย็น มีค่าสูงกว่าไขมันสกัดร้อน จากการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่าวิธีการบีบเย็นเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการสกัดไขมันจากเมล็ดเงาะเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรืออาหารสุขภาพที่ต้องการคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ</p> พิชญอร ไหมสุทธิสกุล เหมือนหมาย อภินทนาพงษ์ วิชมณี ยืนยงพุทธกาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-05 2026-03-05 36 2 ID. 262 8088 10.14416/j.kmutnb.2026.03.001 ผลของการเพาะงอกและการหมักด้วย Rhizopus oligosporus ต่อฟีนอลิคและเปปไทด์ในถั่ว 4 ชนิด https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/263148 <p>ถั่วอุดมด้วยสารอาหารหลากหลายชนิดซึ่งปริมาณฟีนอลิคและเปปไทด์สามารถเพิ่มขึ้นได้โดยการเพาะงอกและการหมัก อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของสภาวะร่วมดังกล่าวยังมีข้อมูลจำกัด ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเพาะงอกถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง และถั่วลิสงลายเสือที่มีความยากราก 0.2 และ 1.0 เซนติเมตร และการหมักถั่วแต่ละชนิดที่ผ่านการเพาะงอกด้วยเชื้อรา Rhizopus oligosporus (เทมเป้ถั่วเพาะงอก) ต่อปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ ผลการศึกษาพบว่าปริมาณฟีนอลิคและฟลาโวนอยด์เพิ่มสูงขึ้นเมื่อระยะเวลาการเพาะงอกนานขึ้น ซึ่งถั่วลิสงลายเสือเพาะงอกที่มีความยาวราก 1.0 เซนติเมตร มีปริมาณฟีนอลิคและฟลาโวนอยด์สูงที่สุดเท่ากับ 3.53 mg GAE/g DW และ 43.75 mg QE/g DW ตามลำดับ ในทางตรงกันข้ามการเพาะงอกส่งผลให้ปริมาณโปรตีนและเปปไทด์ลดลงเมื่อเทียบกับตัวอย่างควบคุม ยกเว้นปริมาณโปรตีนในถั่วแดงและเปปไทด์ในถั่วเหลือง (p-value &lt; 0.05) กิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระวิเคราะห์โดยวิธีการทำลายอนุมูลอิสระดีพีพีเอช (DPPH•) และวิธีการฟอกสีอนุมูลอิสระเอบีทีเอส (ABTS•+) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระหว่างการเพาะงอกเมื่อเทียบกับตัวอย่างควบคุม ยกเว้นถั่วลิสงลายเสือ ซึ่งกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระวิเคราะห์โดยวิธีการฟอกสีอนุมูลอิสระเอบีทีเอส (ABTS•+) มีความสัมพันธ์กับปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยเฉพาะเปปไทด์ (r = 0.909, p-value &lt; 0.01) สำหรับเทมเป้ถั่วเพาะงอก ซึ่งผลิตจากถั่วที่มีความยาวราก 1.0 เซนติเมตร พบว่าการหมักช่วยเพิ่มปริมาณฟีนอลิคยกเว้นเทมเป้ถั่วแดงเพาะงอก (p-value &lt; 0.05) โดยเทมเป้ถั่วลิสงลายเสือเพาะงอกมีฟีนอลิคสูงที่สุดเท่ากับ 7.60 mg GAE/g DW (p-value &lt; 0.05) การหมักยังช่วยเพิ่มปริมาณเปปไทด์ โดยเทมเป้ถั่วเหลืองเพาะงอกมีเปปไทด์สูงที่สุดเท่ากับ 281.23 mg BSA/g DW (p-value &lt; 0.05) อย่างไรก็ตามการหมักส่งผลให้เทมเป้ถั่วเพาะงอกมีปริมาณฟลาโวนอยด์และโปรตีนลดลงเมื่อเทียบกับตัวอย่างควบคุม (p-value &lt; 0.05) การหมักส่งผลให้เทมเป้ถั่วเพาะงอกมีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระวิเคราะห์โดยวิธีการทำลายอนุมูลอิสระดีพีพีเอช (DPPH•) และวิธีการฟอกสีอนุมูลอิสระเอบีทีเอส (ABTS•+) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับตัวอย่างควบคุม ยกเว้นเทมเป้ถั่วแดงเพาะงอก (p-value &lt; 0.05) การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการเพาะงอกและการหมักมีศักยภาพในการเพิ่มปริมาณฟีนอลิคและเปปไทด์ โดยเฉพาะในถั่วลิสงลายเสือและถั่วเหลือง ซึ่งเพิ่มโอกาสในการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ</p> กมลพร สิทธิไตรย์ ดวงใจ โอชัยกุล กวินชญา สายแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-20 2026-03-20 36 2 ID. 262 8090 10.14416/j.kmutnb.2026.03.003 วิธีการระบุแมลงศัตรูพืชถั่วเหลืองอย่างรวดเร็วโดยใช้การปรับปรุงโครงสร้างเครือข่าย SK-YOLOv8 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/263285 <p>การระบุแมลงศัตรูพืชในถั่วเหลืองอย่างทันท่วงทีและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกษตรแม่นยำและการจัดการพืชผลอย่างยั่งยืน บทความนี้เสนอวิธีการตรวจจับศัตรูพืชที่ได้รับการปรับปรุงโดยใช้สถาปัตยกรรม YOLOv8 โดยผสานกลไกความสนใจแบบ Selective Kernel (SK) เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของคุณลักษณะในหลายขอบเขตการรับรู้กลไกความสนใจ SK สามารถเลือกคุณลักษณะการคอนโวลูชันที่มีขนาดแตกต่างกันได้อย่างปรับเปลี่ยนตามสภาวะ โดยอาศัยการปรับขอบเขตการรับรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของคุณลักษณะอินพุต การฝังโมดูลความสนใจ SK ลงในโครงสร้างหลักของ YOLOv8 ทำให้เครือข่ายเลือกขนาดเคอร์เนลที่เหมาะสมแบบไดนามิกเพื่อจับภาพขนาดและรูปแบบภาพที่แตกต่างกันของแมลงศัตรูพืชได้ดียิ่งขึ้น การออกแบบนี้ช่วยให้โมเดลสามารถมุ่งเน้นไปที่คุณลักษณะที่โดดเด่นในขณะที่ลดข้อมูลพื้นหลังที่ซ้ำซ้อนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของวิธีการที่เสนอ ได้มีการสร้างชุดข้อมูลแมลงศัตรูพืชในถั่วเหลืองและทำการทดลองอย่างกว้างขวางภายใต้สภาวะจริง ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าแบบจำลอง SK-YOLOv8 ที่ได้รับการปรับปรุงนั้นมีความแม่นยำในการตรวจจับที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยมีค่า mAP@0.5 สูงถึง 87.4% ในขณะที่ยังคงความซับซ้อนในการคำนวณเท่าเดิม (8.2 GFLOPs) เมื่อเทียบกับ YOLOv8n รุ่นดั้งเดิม สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าวิธีการที่เสนอไม่เพียงแต่เพิ่มความแม่นยำและความทนทานในการตรวจจับเท่านั้น แต่ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการคำนวณไว้ได้ด้วย ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขที่ใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพสำหรับการตรวจสอบศัตรูพืชอัจฉริยะในด้านเกษตรแม่นยำ</p> จ้านเว่ย เฟิง อดิศักดิ์ แสงส่องฟ้า นพดล อ่ำดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 36 2 ID. 262 8091 10.14416/j.kmutnb.2026.02.002 การเปรียบเทียบ BERTopic และ LDA สำหรับการจำแนกหัวข้อภาวะซึมเศร้าในข้อความจาก Reddit https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/262545 <p>ในปัจจุบันภาวะซึมเศร้าและปั<wbr />ญหาสุขภาพจิตเป็นประเด็นที่ทวี<wbr />ความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุ<wbr />ณภาพชีวิ<wbr />ตของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มวั<wbr />ยรุ่นและวัยทำงาน ทั้งนี้ผู้คนจำนวนมากมั<wbr />กแสดงออกถึงความรู้สึ<wbr />กและอาการผ่านสื่อสังคมออนไลน์<wbr />ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมู<wbr />ลสำหรับการวิเคราะห์เชิงคอมพิ<wbr />วเตอร์ได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่<wbr />อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอั<wbr />ลกอริทึมการจัดกลุ่มหัวข้อ (Topic Modeling) ได้แก่ Latent Dirichlet Allocation (LDA) และ BERTopic โดยใช้ชุดข้อมูลจำนวน 6,397 ข้อความจากแพลตฟอร์ม Reddit ที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า การประเมินผลดำเนินการโดยใช้ตั<wbr />วชี้วัด 3 ประการ ได้แก่ Purity Score, Entropy Score และ Rand Index (RI) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า BERTopic มีประสิทธิภาพเหนือกว่า LDA โดยให้ค่า Purity Score สูงกว่า (39.06%) ค่า Entropy ต่ำกว่า (1.93%) และค่า RI สูงกว่า (66.84%) เมื่อเปรียบเทียบกับ LDA ที่ได้ค่า 34.38%, 2.11% และ 65.47% ตามลำดับ สะท้อนถึงความสามารถในการสร้<wbr />างกลุ่มหัวข้อที่แม่<wbr />นยำและสอดคล้องกับข้อมูลจริ<wbr />งมากกว่า อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังมีข้<wbr />อจำกัดจากการใช้ชุดข้อมู<wbr />ลทดสอบเพียง 10% ของข้อมูลทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลต่อความครอบคลุ<wbr />มของการประเมินผล ดังนั้นการศึกษาในอนาคตควรเพิ่<wbr />มปริมาณข้อมูลทดสอบ รวมทั้งพิจารณาบริบทของข้<wbr />อความภาษาไทย เพื่อขยายขอบเขตการประยุกต์ใช้<wbr />งานด้านสุขภาพจิตได้อย่างกว้<wbr />างขวางยิ่งขึ้น</p> ธเนศร เขียวบริบูรณ์ สรวิศ เถาว์ชู อริศรา ยกยอคุณ นันทพงศ์ เขียนดวงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-02 2026-04-02 36 2 ID. 262 8126 10.14416/j.kmutnb.2026.04.001 แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรสู่นวัตกรรม ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/263805 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรสู่นวัตกรรม ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณสำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม โดยใช้สถิติเชิงพหุ (Multivariate Statistics) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis; CFA) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง (Second-order Confirmatory Factor Analysis; S-CFA) แล้วจัดทำเป็นโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling; SEM) ผลการวิจัยพบว่าโมเดลสมการโครงสร้างแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรสู่นวัตกรรม ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล ข้อมูลเชิงประจักษ์มีความสอดคล้องกันโดยมีค่า p-value = 0.053, CMIN/DF = 1.282, GFI = 0.974 และ RMSEA = 0.024 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.001 ซึ่งผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับผลการวิเคราะห์ตัวแปรภายในโมเดลที่ได้พัฒนาขึ้นใหม่ เมื่อพิจารณาอิทธิพลโดยรวมของโมเดลพบว่าด้านความร่วมมือเชิงนวัตกรรม (Innovative Cooperation) มีอิทธิพลทางตรงต่อด้านการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล (Digital Transformation) มากที่สุด = 0.89 รองลงมา คือ ด้านผู้นำเชิงนวัตกรรมมีอิทธิพลทางตรงต่อด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) = 0.82 ด้านผู้นำเชิงนวัตกรรมมีอิทธิพลทางตรงต่อด้านความร่วมมือเชิงนวัตกรรม (Innovative Cooperation) = 0.53 และ ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้มีอิทธิพลทางตรงต่อ ด้านความร่วมมือเชิงนวัตกรรม = 0.41 ตามลำดับ จากการศึกษานี้จะทำให้ทราบถึงแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรสู่นวัตกรรม ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งองค์กรภาคธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว</p> ชัยนาจ ปั้นสันเทียะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-03 2026-02-03 36 2 ID. 262 8092 10.14416/j.kmutnb.2026.01.001