https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/issue/feed วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2025-03-19T13:58:57+07:00 Assoc. Prof. Dr. Montree Siripruchayanun journal@op.kmutnb.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (The Journal of King Mongkut's University of Technology North Bangkok)</strong> เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรม และวิชาการขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลงานวิชาการที่รับตีพิมพ์เป็นบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความบรรณาธิการปริทัศน์ที่เขียนด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ<br />วารสารพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 4 ฉบับ คือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–มีนาคม</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน–มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม–กันยายน</li> <li>ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม–ธันวาคม</li> </ul> <p>วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นวารสารที่จัดอยู่ในฐานข้อมูลดังนี้</p> <ul> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล ASEAN Citation Index (ACI)</li> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารไทย (TCI) กลุ่มที่ 1 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</li> <li>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ยอมรับให้เป็นวารสารระดับชาติและเป็นวารสารสำหรับการพิจารณาผลงานตีพิมพ์ เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. ในหลักสูตรกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก</li> </ul> <p><strong>สถิติการพิจารณาอ้างอิงจากปี 2567</strong></p> <p>จำนวนวันเฉลี่ยในการพิจารณาเบื้องต้น : 9 วัน</p> <p>จำนวนวันเฉลี่ยในการรับพิจารณาตอบรับตีพิมพ์: 88 วัน</p> <p>อัตราการยอมรับตีพิมพ์ในปี 2567 : 58%</p> https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261278 การปรับสภาพชีวมวลลิกโนเซลลูโลสด้วยสารละลายดีพยูเทคติคเพื่อกระบวนการกลั่นทางชีวภาพ 2025-03-19T13:26:05+07:00 ธีราวุฒิ ภู่สันติสัมพันธ์ nichaphatkitii@gmail.com ณิชารีย์ วิสุทธิแพทย์ nichaphatkitii@gmail.com ณิชาภัทร กิติบวรกุล nichaphatkitii@gmail.com <p>ลิกโนเซลลูโลสเป็นองค์ประกอบหลักของพืชและมีแหล่งที่มาหลากหลาย โดยสามารถนำไปเข้าสู่กระบวนการกลั่นทางชีวภาพ เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่าง ๆ ที่มีมูลค่าสูง โดยหนึ่งในกระบวนการกลั่นทางชีวภาพของชีวมวลลิกโนเซลลูโลสที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากคือการปรับสภาพชีวมวลลิกโนเซลลูโลส ซึ่งมีหลายวิธีโดยการเลือกใช้แต่ละวิธีนั้นจะต้องปรับให้เหมาะสมกับชีวมวลที่แตกต่างกัน เป็นขั้นตอนที่ถือว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมากเนื่องจากจะเกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนและทำให้มีศักยภาพสูงในกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่าง ๆ บทความปริทัศน์นี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติของสารละลายดีพยูเทคติคในการปรับสภาพชีวมวล เป็นความท้าทายใหม่ในการนำชีวมวลมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อการผลิตผลผลิตมูลค่าสูง อีกทั้งสารละลายดีพยูเทคติคยังเป็นตัวทำละลายสีเขียวที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ ความเป็นพิษต่ำความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพ สามารถรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย จึงได้รับการยอมรับจากนักวิจัยทั่วโลกเป็นอย่างมากในการนำมาพัฒนาต่อยอด นอกจากนั้นยังมีการอภิปรายข้อดีและข้อเสียของวิธีการปรับสภาพลิกโนเซลลูโลส ปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นพารามิเตอร์ของกระบวนการ รวมถึงแนวทางการประยุกต์ใช้ และความก้าวหน้าของสารละลายดีพยูเทคติคที่มีศักยภาพต่อไป ดังนั้นก็จะสอดคล้องกับแนวความคิดของหลักโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก</p> 2025-03-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261279 ปกวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2025-03-19T13:38:26+07:00 ปกวารสาร มจพ. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ journal@op.kmutnb.ac.th <p>-</p> 2025-03-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261154 การปฏิวัติโปรตีนจากแมลง: แหล่งโปรตีนทางเลือก 2025-03-13T11:03:20+07:00 Mery Rambu B. Djoru p6629731@au.edu สมัชชา กรุงแก้ว p6629731@au.edu วทันยา ไชยสายันท์ p6629731@au.edu ธีราวุฒิ ภู่สันติสัมพันธ์ p6629731@au.edu <p>Protein is a nutrient that plays an important role for humans. Protein adequacy can be used as an indicator to see the nutritional condition of society in general and also the government's success in developing food, agriculture, and health. For the human body, a lack of protein over a long period can result in increased susceptibility to illness. According to FAO, in 2050 the need for food will increase due to the world population which is estimated to reach 9.8 billion people [1]. Developed countries currently have food consumption patterns, especially animal protein that continue to increase [2]. Animal protein, including meat, eggs, milk, and fish, is considered to have high quality protein [3]. Meat and milk not only provide high-quality protein and energy but also provide micronutrients such as iron, calcium, zinc, vitamins, and essential fatty acids [4]. However, it is important to remember that consuming meat, especially excessively processed meat, can result in various diseases, such as cancer, diabetes, and cardiovascular disease [5]. On the other hand, producing animal products requires quite a lot of natural resources, such as large areas of land, requiring a lot of water, and animal farming contributes 18% of greenhouse gas production [6]. It is clear that to meet future demands alternative protein sources are needed.</p> 2025-03-13T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261281 คำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับบทความวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2025-03-19T13:55:14+07:00 คำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับบทความ วิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ่่journal@op.kmutnb.ac.th <p>คำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับบทความวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ</p> 2025-03-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261224 การคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนสูงสุดรายวันในอนาคตสำหรับภาคใต้ของประเทศไทยภายใต้แบบจำลองภูมิอากาศโลก CMIP 6 2025-03-17T10:49:36+07:00 เทพไท ไชยทอง thapthai.c@gmail.com กุลปราโมช ประทุมชัย thapthai.c@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนสูงสุดรายวันในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามภาพฉายของแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม SSP1-2.6 และ SSP3-7.0 ใช้ค่าเฉลี่ยปริมาณฝนจากแบบจำลองภูมิอากาศโลก CMIP6 จำนวน 5 แบบจำลอง INM-CM5-0, CESM2-WACCM, IPSL-CM6A-LR, MIROC6 และ ACCESS-ESM1-5 โดยใช้ข้อมูลปริมาณฝนตรวจวัดทั้งหมด 24 สถานี ซึ่งทำการตรวจวัดโดยกรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ และกรมชลประทาน สำหรับช่วงเวลาการวิเคราะห์แบ่งช่วงเวลาการวิเคราะห์ออกเป็น 4 ช่วงเวลา คือ ช่วงเวลาอดีต (พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2557) ช่วงเวลาอนาคตระยะใกล้ (พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2589) ช่วงเวลาอนาคตระยะกลาง (พ.ศ. 2590 ถึง พ.ศ. 2616) และช่วงเวลาอนาคตระยะไกล (พ.ศ. 2617 ถึง พ.ศ. 2643) แบบจำลองภูมิอากาศโลกทั้ง 5 แบบจำลอง ถูกย่อส่วนและปรับแก้ด้วยเทคนิคปรับแก้ความคลาดเคลื่อนแบบสเกลเชิงเส้น สำหรับการวิเคราะห์ค่าปริมาณฝนสูงสุดรายวันใช้วิธีการแจกแจงค่าสุดขีดวางนัยทั่วไป โดยพิจารณารอบการเกิดซ้ำ 5 ปี 25 ปี และ 100 ปี ผลการศึกษาพบว่า แนวโน้มปริมาณฝนเมื่อสิ้นศตวรรษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณฝนสูงสุดรายวันจะมีเพิ่มขึ้นหรือลดลงจะผันแปรไปตามช่วงเวลาที่คาดการณ์และพื้นที่ โดยพื้นที่ที่มีฝนตกชุกยังคงเป็นพื้นที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง เช่น จังหวัดระนอง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยที่มีการแปรผันเพียงแค่ความเข้มฝนที่ตกในพื้นที่เท่านั้น จากการวิเคราะห์สามารถสรุปรูปแบบการเปลี่ยนแปลงได้ 5 รูปแบบ สำหรับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม SSP1-2.6 และ 4 รูปแบบ สำหรับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม SSP3-7.0</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261226 การจัดทำแผนที่ดิจิทัลความเค็มของดินในฤดูแล้ง ด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2 และภาพถ่ายจากอากาศยานไร้คนขับ ในอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ประเทศไทย 2025-03-17T11:22:54+07:00 ธีรพร ชื่นพี yuratikan@yahoo.com ยุรติกานต์ จันทรวิกรณ์ yuratikan@yahoo.com <p>เทคนิคการทำแผนที่ดิจิทัลดินได้นำมาใช้เพื่อประเมินการกระจายความเค็มของดิน วิธีนี้สามารถทำนายความเค็มของดินในพื้นที่ขนาดใหญ่ด้วยแบบจำลองค่าการนำไฟฟ้า และตัวแปรสิ่งแวดล้อม ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ใช้เทคนิค DSM สำหรับการจัดทำแผนที่ดิจิทัลความเค็มของดินในฤดูแล้ง พ.ศ. 2566 ในอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2 ภาพถ่ายจาก UAV และการวัดค่าการนำไฟฟ้า โดยสกัดปัจจัยตามหลัก SCORPAN และหลอมรวมจุดภาพด้วยการสอบเทียบดัชนี NDVI ด้วยสมการถดถอยเชิงเส้นตามลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน หลังจากนั้นจึงนำปัจจัยการเกิดความเค็มของดินที่ผ่านการสกัดทั้ง 23 ตัวแปร มาวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันและขจัดความซ้ำซ้อนของตัวแปร ทำให้ได้แบบจำลองถดถอยที่ประกอบด้วย 10 ตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า แผนที่ดิจิทัลความเค็มของดินมีค่าการนำไฟฟ้า 0.06 ถึง 13.61 เดซิซีเมนต่อเมตร พบความเค็มในระดับเค็มเล็กน้อยมากที่สุดทั้งในพื้นที่ราบ และที่ราบลอนลาด คิดเป็นพื้นที่ 672.52 ตารางกิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการติดตามปัญหาความเค็มในแม่น้ำชีของกรมพัฒนาที่ดินและกรมควบคุมมลพิษ อีกทั้งแผนที่ดิจิทัลความเค็มของดินสามารถระบุค่าการนำไฟฟ้าและสถานะของความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการพื้นที่ศึกษาสามารถนำข้อมูลการกระจายตัวความเค็มของดินไปใช้ประโยชน์ ปรับปรุง ฟื้นฟู และติดตามความอุดมสมบูรณ์ของดินได้</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261227 การดูดซับไอออนตะกั่ว (II) บนถ่านกัมมันต์ที่เจืออนุภาคด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ 2025-03-17T11:32:44+07:00 สุพัตรา รักษาพรต supattra.r@rbru.ac.th นันทพร มูลรังษี supattra.r@rbru.ac.th <p>งานวิจัยนี้ศึกษาการดูดซับไอออนตะกั่ว (II) ในน้ำเสียสังเคราะห์โดยใช้ถ่านกัมมันต์จากเมล็ดสละพันธุ์สุมาลี ที่เตรียมโดยการเผาและการกระตุ้นในขั้นตอนเดียว ด้วยสารละลายกรดฟอสฟอริกที่อัตราส่วนของเมล็ดสละแห้งต่อสารละลายกรดฟอสฟอริก 1:1 โดยมวล และปรับปรุงลักษณะสมบัติของถ่านกัมมันต์ด้วยการเจืออนุภาคถ่านกัมมันต์ด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ โดยศึกษาลักษณะสมบัติของถ่านกัมมันต์ที่เตรียมได้การดูดซับ และจลนพลศาสตร์ของการดูดซับ พบว่า ถ่านกัมมันต์ที่เตรียมได้เป็นถ่านกัมมันต์ที่มีรูพรุนขนาดเล็ก และมีประสิทธิภาพที่สามารถ นํามาใช้ในการดูดซับได้ดีความสามารถในการดูดซับไอออนตะกั่ว (II) ในน้ำเสียสังเคราะห์ด้วยถ่านกัมมันต์ หลังการปรับปรุงลักษณะสมบัติสูงถึง 28.68 ±0.50 มิลลิกรัมต่อกรัม ซึ่งสูงกว่าการดูดซับด้วยถ่านกัมมันต์ก่อนปรับปรุงลักษณะสมบัติถึงร้อยละ 137 จลนพลศาสตร์ของการดูดซับสอดคล้องกับปฏิกิริยาอันดับสองเทียม (R2 = 0.999) และแบบจำลองไอโซเทอร์มการดูดซับของแลงเมียร์ (R2 = 0.9927) ซึ่งการดูดซับมีลักษณะเป็นแบบชั้นเดียว และเมื่อเกิดการดูดซับแล้ว ไอออนหรือโมเลกุลจะไม่ซ้อนทับกันดังนั้นถ่านกัมมันต์ที่เตรียมได้ มีประสิทธิภาพในการดูดซับไอออนตะกั่ว (II) จากน้ำเสีย สามารถลดปริมาณขยะ และเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้ง</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261230 การประมาณช่วงความเชื่อมั่นสำหรับพารามิเตอร์สัดส่วนทวินามที่เหมาะสมในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน 2025-03-17T13:25:20+07:00 อภิชญา สายหยุด aphichaya.saiy@ku.th จุฑาภรณ์ สินสมบูรณ์ทอง aphichaya.saiy@ku.th ลี่ลี อิงศรีสว่าง aphichaya.saiy@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพวิธีการประมาณค่าแบบช่วงที่ระดับ 95% สำหรับพารามิเตอร์สัดส่วนทวินาม 4 วิธี ได้แก่ วิธีวาลด์แบบปรับ วิธีเจฟเฟรย์ วิธี Zhou-Li และ วิธี Kim-Jang โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพ คือ การตรวจสอบค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นที่ระดับ 95% และเปรียบเทียบความกว้างเฉลี่ยของช่วงความเชื่อมั่น จำลองข้อมูลโดยใช้เทคนิคมอนติคาร์โลให้มีการแจกแจงทวินามด้วยพารามิเตอร์ n เท่ากับ 10 20 30 70 90 100 200 500 และ 1,000 และ p เท่ากับ 0.1 0.2 0.3 0.4 0.5 0.6 0.7 0.8 และ 0.9 รวมสถานการณ์ที่ศึกษาทั้งหมด 81 สถานการณ์ ทำการทดลองซ้ำ 5,000 รอบ ในแต่ละสถานการณ์ผลการวิจัยพบว่า วิธีเจฟเฟรย์มีประสิทธิภาพดีเกือบทุกระดับของขนาดตัวอย่างและเกือบทุกค่าพารามิเตอร์ p ยกเว้น เมื่อขนาดตัวอย่างเล็ก และพารามิเตอร์ p มีค่าเข้าใกล้ 0.5 วิธีวาลด์แบบปรับมีประสิทธิภาพดี ในทุกระดับของขนาดตัวอย่างและพารามิเตอร์ p มีค่า 0.3 ถึง 0.7 วิธี Zhou-Li มีประสิทธิภาพดี ในทุกขนาดตัวอย่าง และเกือบทุกค่าพารามิเตอร์ p ยกเว้นกรณี ขนาดตัวอย่างเท่ากับ 10 ในทุกค่าพารามิเตอร์ p นอกจากนี้ วิธี Kim-Jang มีประสิทธิภาพดีเกือบทุกระดับของขนาดตัวอย่างและเกือบทุกค่าพารามิเตอร์ p ยกเว้น กรณีขนาดตัวอย่างเล็ก และพารามิเตอร์มีค่า 0.1 และ 0.9</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261232 การศึกษาการเคลื่อนตัวและความรุนแรงของพายุในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 2025-03-17T13:57:50+07:00 อธิปกรณ์ นาถมทอง piyapatr.b@msu.ac.th สิริรัตน์ สุวะนิช piyapatr.b@msu.ac.th ปิยภัทร บุษบาบดินทร์ piyapatr.b@msu.ac.th มนูญ โดะโอย piyapatr.b@msu.ac.th <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการเคลื่อนตัว ความรุนแรง และการกระจายของปริมาณน้ำฝนที่เกิดจากพายุหมุนเขตร้อน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ร่วมกับการวิเคราะห์ค่าสุดขีด (Extreme Value Analysis) ผู้วิจัยได้นำข้อมูลปริมาณน้ำฝนสูงสุดรายวันที่เกิดในช่วงวันที่เกิดพายุ โดยนับตั้งแต่วันที่พายุส่งผลกระทบอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2559–2563 (5 ปี) จำนวน 28 สถานี มีพายุที่ส่งผลทั้งหมด 11 ลูก โดยผู้วิจัยมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม RStudio จากผลการศึกษาพบว่า มีพายุหมุนเขตร้อน 2 ลูก ได้แก่ พายุโซนร้อนราอี และพายุโซนร้อนโนอึล ที่มีปริมาณน้ำฝนสูงสุดรายวันที่จะเกิดซ้ำในแต่ละรอบปีการเกิดซ้ำ 2 ปี 5 ปี และ 20 ปี มากกว่าพายุหมุนเขตร้อนลูกอื่น ๆ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะเตรียมการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากพายุที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับพายุโซนร้อนราอี และพายุโซนร้อนโนอึล มากกว่าพายุลูกอื่น</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261235 ช่วงความเชื่อมั่นของความแปรปรวนด้วยวิธีโบเน็ตทีร่วมกับค่าเฉลี่ยเรขาคณิตสำหรับข้อมูลที่ไม่มีการแจกแจงปรกติ 2025-03-17T15:33:07+07:00 อนุรักษ์ ทองขาว Anurak.to@dtc.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาช่วงความเชื่อมั่นของความแปรปรวนสำหรับข้อมูลประชากรกลุ่มเดียวที่ไม่มีการแจกแจงปรกติ และศึกษาประสิทธิภาพของช่วงความเชื่อมั่นของความแปรปรวนสำหรับข้อมูลประชากรเดียวที่ไม่มีการแจกแจงปรกติ ใช้เทคนิคมอนติคาร์โลทำซ้ำ 50,000 ครั้ง ในการจำลองข้อมูลขนาดต่าง ๆ ที่ไม่มีการแจกแจงปรกติ (ไค-สแควร์เอกซ์โพเนนเชียล แกมมา และไวบูลล์) วิธีการประมาณค่าช่วงความเชื่อมั่นของความแปรปรวนสำหรับข้อมูลประชากรกลุ่มเดียวที่ไม่มีการแจกแจงปรกติที่ศึกษามี 3 วิธี คือ 1) วิธีของโบเน็ต 2) วิธีการปรับโบเน็ตทีร่วมกับค่ามัธยฐาน และ 3) วิธีการปรับโบเน็ตทีร่วมกับค่าเฉลี่ยเรขาคณิต โดยพิจารณาประสิทธิภาพจากค่าความน่าจะเป็นครอบคลุม และค่าความยาวเฉลี่ย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเมื่อข้อมูลที่ไม่มีการแจกแจงปกติมีขนาดตัวอย่างที่เล็ก ช่วงความเชื่อมั่นของความแปรปรวนวิธีของโบเน็ตทีร่วมกับค่าเฉลี่ยเรขาคณิต มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าวิธีอื่น ๆ</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261236 วิวัฒนาการทางธรณีสัณฐานวิทยาสมัยโฮโลซีนของหาดทรายดํา อําเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด 2025-03-17T15:43:30+07:00 ธีรพร ชื่นพี fsoctoc@nontri.ku.ac.th <p>พัฒนาการของหาดมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล ดังนั้นการเข้าใจในกระบวนการทับถมของหาดจึงมีความสำคัญต่อการคาดการณ์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิประเทศชายฝั่งกับการผันแปรของสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลในอนาคต อย่างไรก็ตามพบว่า ในปัจจุบันการอธิบายลำดับเหตุการณ์การทับถมของหาดยังคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากข้อมูลทางกาลวิทยาเชิงละเอียดยังมีไม่มากพอ การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นที่การกำหนดอายุตะกอนทรายซิลิกาที่เคลือบด้วยแร่เกอร์ไทต์จากหาดทรายดำในอ่าวไทยตอนล่างด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน โดยวิเคราะห์ปริมาณรังสีสมมูลด้วยวิธี Multiple-aliquot Regenerative Dose และวิเคราะห์ปริมาณรังสีรอบปีจากการวัดความเข้มข้นของ 238U 232Th และ 40K จากการคำนวณอายุตัวอย่างตะกอนที่เก็บจากชั้นตะกอนในสองหลุมสำรวจ บริเวณหาดทรายดำ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด พบว่า อายุของตัวอย่างตะกอนมีอายุระหว่าง 9,069 ± 590 ปีก่อนปัจจุบัน ถึง ปัจจุบัน และมีอัตราการทับถมของตะกอนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาสลับกับช่วงเวลาของการหยุดทับถม โดยในระหว่าง 9,069 ± 590 ถึง 1,405 ± 85 ปีก่อนปัจจุบัน ตะกอนมีการทับถมในอัตรา 0.01 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนในระหว่าง 1,405 ± 85 ปีก่อนปัจจุบัน ถึง ปัจจุบัน มีอัตราการทับถมเท่ากับ 0.14 มิลลิเมตรต่อปี จึงสามารถสรุปได้ว่า การรุกล้ำของทะเลในระดับภูมิภาคส่งผลให้เกิดการทับถมของตะกอนทรายดำในพื้นที่มาตั้งแต่สมัยโฮโลซีนตอนต้น</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261237 ระบบธุรกิจอัจฉริยะสำหรับการประเมินความคุ้มค่าด้านการใช้งานของอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2025-03-17T15:53:42+07:00 แก้วรัตนา พรหมพันธ์ใจ angskun@sut.ac.th จิติมนต์ อั่งสกุล angskun@sut.ac.th ธรา อั่งสกุล angskun@sut.ac.th <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบธุรกิจอัจฉริยะสำหรับประเมินความคุ้มค่าด้านการใช้งานของอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยระบบสามารถบันทึก จัดเก็บ และจัดการข้อมูลสารสนเทศของอุปกรณ์ รวมทั้งวิเคราะห์และแสดงรายงานอย่างอัตโนมัติ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตัวอย่างการใช้งานอุปกรณ์จำนวน 10 เครื่อง 7 ประเภทในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง พบว่า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพียง 2 เครื่องจาก 10 เครื่อง ที่มีอัตราการใช้งานเครื่องเกินร้อยละ 50 หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของเครื่องทั้งหมด และปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มีอัตราการใช้งานเครื่องเกินร้อยละ 50 ทั้งสิ้น 3 เครื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของเครื่องทั้งหมด โดยผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า ประสิทธิภาพของระบบแต่ละด้าน อยู่ในระดับ “ดี” ทุกด้าน และมีประสิทธิภาพเฉลี่ยโดยรวมของทุกด้าน เท่ากับ 2.61 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ดังนั้นระบบประเมินความคุ้มค่าของการใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานกับโรงพยาบาลอื่นได้</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261282 บรรณาธิการวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2025-03-19T13:58:57+07:00 บรรณาธิการวารสารวิชาการ พระจอมเกล้าพระนครเหนือ journal@op.kmutnb.ac.th <p>บรรณาธิการวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ</p> 2025-03-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261238 ค่าจำกัดแสงบาดตาในอาคารกีฬาและนันทนาการสำหรับผู้สูงอายุชาวไทย 2025-03-17T16:14:40+07:00 นวลวรรณ ทวยเจริญ nuanwan.t@ku.th <p>วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อศึกษาค่าจำกัดแสงบาดตาสำหรับผู้สูงอายุชาวไทยของอาคารการกีฬาและนันทนาการ การศึกษาได้ทำการสำรวจค่าแสงบาดตาจากทั้งแหล่งกำเนิดแสงขนาดเล็ก (โคมไฟ) และขนาดใหญ่ (หน้าต่าง) โดยใช้โปรแกรม DIALux สำหรับการประเมินค่า Unified Glare Rating (UGR) และ Photolux ในการประเมินค่า Daylight Glare Index (DGI) รวมถึงได้ทำการประเมินความบาดตาของผู้สูงอายุ โดยได้สำรวจสนามกีฬาในร่มจำนวน 3 แห่ง โดยศึกษาในพื้นที่ 3 ประเภท ได้แก่ ทางเท้า ลานกิจกรรม และพื้นที่นั่งชม โดยมีผู้สูงอายุเข้าร่วมการทดลอง 230 คน ผลการศึกษานำมาวิเคราะห์เพื่อหาค่าจำกัดแสงบาดตาในพื้นที่ดังกล่าวโดยใช้ Linear Regression ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าโดยภาพรวมค่าจำกัดแสงบาดตาสำหรับแหล่งกำเนิดแสงขนาดเล็กสำหรับผู้สูงอายุชาวไทยในบริเวณสนามกีฬาจะมีค่าที่ต่ำกว่าค่าจำกัดแสงบาดตาจากเกณฑ์ต่างประเทศ โดยความแตกต่างจะมีค่า 1–7 หน่วย ในขณะค่าจำกัดแสงบาดตาสำหรับแหล่งกำเนิดแสงขนาดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุชาวไทยในสนามกีฬาจะมีค่าที่ต่ำกว่าค่าจำกัดแสงบาดตาจากเกณฑ์ต่างประเทศเช่นกันโดยความแตกต่างจะมีค่า 5–8 หน่วย</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261269 การพัฒนาและประเมินหลักสูตรฝึกอบรมครูเทคนิคอาชีวศึกษาของไทยตามแนวทางการศึกษา และการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษาของเยอรมัน: เส้นทางสู่การแข่งขันระดับโลก 2025-03-19T08:54:28+07:00 มาร์คุส ฮอฟฟ์มันน์ trbk_mechatronik@yahoo.de ไพโรจน์ สถิรยากร trbk_mechatronik@yahoo.de ธีรวุฒิ บุณยโสภณ trbk_mechatronik@yahoo.de พนาฤทธิ์ เศรษฐกุล trbk_mechatronik@yahoo.de <p>เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ อาชีวศึกษามีส่วนช่วยส่งเสริมกลุ่มแรงงานเฉพาะทางผ่านทางสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลจำเป็นต้องมีการพัฒนาสมรรถนะของครูเทคนิคอาชีวศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำและประเมินหลักสูตรการฝึกอบรมครูเทคนิคอาชีวศึกษาตามเทคนิคการศึกษาของเยอรมัน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนระดับชาติสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ การศึกษานี้เป็นการพัฒนาและทดสอบโปรแกรมการฝึกสอนโดยผู้เชี่ยวชาญตามสมรรถนะสำหรับครูเทคนิคอาชีวศึกษา กระบวนการศึกษาครอบคลุมถึงการระบุความต้องการและเป้าหมาย การออกแบบและจัดโครงสร้างหลักสูตรการฝึกอบรม การพัฒนาหลักสูตร การวางแผนการฝึกอบรม และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การติดตามเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับครูด้านเทคนิค ในงานวิจัยนี้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ประเมินเนื้อหา ข้อสอบ และวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของหลักสูตรโดยใช้ IOC ซึ่งได้ผลว่าหลักสูตรมีความสอดคล้องกัน ในส่วนการประเมินประสิทธิผลการฝึกอบรม ผู้เข่าร่วมที่เป็นผู้บริหารและครูเทคนิคอาชีวศึกษาจำนวน 16 ท่าน ได้ทำแบบทดสอบก่อนและหลัง โดยพบว่าคะแนนการทดสอบวัดความรู้ เพิ่มจาก 29.38 เป็น 87.50 โดยผลการวิเคราะห์ t-test พบว่ามีค่า p-value เท่ากับ 0.00 ซึ่งยืนยันว่าการฝึกอบรมทำให้ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การวิจัยการเรียนรู้แบบผสมผสานในอนาคตต้องกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ กำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมของการเรียนการสอนแบบออนไลน์และแบบเผชิญหน้าและกำหนดความสำคัญของการใช้ระบบการจัดการเรียนรู้ จัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และให้ทรัพยากรมากมายแก่นักเรียน ครูและนักเรียนได้รับการสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็นและสะท้อนการเรียนรู้ของพวกเขา มีการหารือเกี่ยวกับการประเมินนักเรียนที่มีความหมายและสาขาการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงหลักสูตรในอนาคต</p> 2025-03-19T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261160 การผลิตก๊าซชีวภาพจากฟางข้าวเหนียวสายพันธุ์สันป่าตอง 1 ร่วมกับหัวเชื้อมูลวัว 2025-03-13T14:20:53+07:00 กรรณิกา แสนภักดี rotjapun@gmail.com รจพรรณ นิรัญศิลป์ rotjapun@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผลิตก๊าซชีวภาพจากฟางข้าวเหนียวสายพันธุ์สันป่าตอง 1 ร่วมกับมูลวัว ดำเนินการภายใต้การย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจนที่มีการหมักแบบแบทช์และมีสภาวะอุณหภูมิเมโซฟิลิก 35±2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 วัน กำหนดอัตราส่วนระหว่างวัตถุดิบตั้งต้นและหัวเชื้อถูกควบคุมที่ 1:2 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร ซึ่งฟางข้าวถูกปรับสภาพด้วย 4 วิธี ที่ต่างกัน ได้แก่ 1) โซเดียมไฮดรอกไซด์ร้อยละ 2 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร 2) การหมักกรด 3) การให้ความร้อนโดยใช้เครื่องหม้อนึ่งไอน้ำแรงดันสูง และ 4) การปรับสภาพด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ร้อยละ 2 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร ร่วมกับการใช้เครื่องหม้อนึ่งไอน้ำแรงดันสูง นอกจากนี้ยังใช้ฟางข้าวที่ไม่ผ่านการปรับสภาพเป็นตัวควบคุม ผลการศึกษาพบว่า การใช้ฟางข้าวที่มีการปรับสภาพด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ร้อยละ 2 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร ร่วมกับเครื่องหม้อนึ่งไอน้ำแรงดันสูงมีประสิทธิภาพการกำจัด COD สูงที่สุดที่ร้อยละ 69.6 เมื่อเปรียบเทียบกับการปรับสภาพด้วยวิธีอื่น ซึ่งให้ปริมาณของก๊าซชีวภาพสะสมมากที่สุด 2,114.26 มิลลิลิตรต่อ 45 วัน ศักยภาพการผลิต ก๊าซมีเทนที่ 706.00 มิลลิลิตรต่อกรัมของแข็งระเหยง่าย และค่าสัดส่วนของก๊าซมีเทนร้อยละ 66.0 ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าการใช้ฟางข้าวเหนียวสายพันธุ์สันป่าตอง 1 สามารถเป็นวัตถุดิบในการผลิตก๊าซชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการผลิตพลังงานทดแทน และช่วยแก้ปัญหาการเผาไหม้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้อีกด้วย</p> 2025-03-13T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261161 การศึกษากำลังรับแรงจุดต่อยึดแบบรอยเชื่อมในเหล็กฉากภายใต้แรงดึงด้วยการทดสอบ 2025-03-13T14:58:31+07:00 อภินัติ อัชกุล aphinat74@gmail.com โอภาส เมฆประมวล aphinat74@gmail.com <p>ข้อกำหนด American Institute of Steel Construction (AISC) แนะนำว่าการออกแบบจุดต่อประเภทรอยเชื่อมของเหล็กฉากเดี่ยวและเหล็กฉากคู่หรือองค์อาคารที่คล้ายกันเพื่อรับแรงดึง ไม่จำเป็นต้องพิจารณาแรงเยื้องศูนย์ อย่างไรก็ตาม การเยื้องศูนย์ในเหล็กฉากอาจจะมีผลกระทบต่อกำลังรับแรงของจุดต่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดต่อในเหล็กฉากเดี่ยวซึ่งมีพฤติกรรมการดัดแบบ Out of Plane เมื่อรับแรงในแนวแกน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลกระทบเนื่องจากการเยื้องศูนย์ที่มีต่อกำลังรับแรงของจุดต่อประเภทรอยเชื่อมในเหล็กฉากภายใต้แรงดึงด้วยการทดสอบ รวมถึงศึกษาผลกระทบที่ความยาวของรอยเชื่อม และการจัดวางรอยเชื่อม มีต่อกำลังของรอยเชื่อม ตัวอย่างทดสอบประกอบด้วยเหล็กฉากเดี่ยวและเหล็กฉากคู่ ซึ่งต่อยึดที่ปลายด้วยรอยเชื่อม โดยจุดศูนย์ถ่วงของรอยเชื่อมจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกับจุดศูนย์ถ่วงของหน้าตัด (Balanced) และไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับจุดศูนย์ถ่วงของหน้าตัด (Unbalanced) ตัวอย่างทดสอบทั้งหมดออกแบบให้เกิดการวิบัติที่รอยเชื่อม ผลจากการทดสอบพบว่า จุดต่อที่จุดศูนย์ถ่วงของรอยเชื่อมไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับจุดศูนย์ถ่วงของหน้าตัด (Unbalanced) และการดัดแบบ Out of Plane มีผลทำให้ประสิทธิภาพของจุดยึดต่อลดลงได้มากถึงร้อยละ 20 ระยะพิกัดที่เพิ่มขึ้นตามขนาดของเหล็กฉาก อาจทำให้กำลังรับแรงของจุดต่อประเภทรอยเชื่อมมีค่าน้อยกว่ากำลังที่คำนวณได้ตามข้อกำหนดของ AISC ถึงร้อยละ 20 นอกจากนี้ ความยาวรอยเชื่อมที่ใช้ในงานวิจัย มีความยาวน้อยกว่า 100 เท่าของความหนารอยเชื่อม ซึ่งเป็นพิกัดที่ AISC แนะนำว่ายังสามารถใช้ความยาวรอยเชื่อมโดยไม่ต้องปรับลดค่าเป็นความยาวประสิทธิผล แต่กำลังรับแรงของรอยเชื่อมที่ได้จากการทดลองกลับมีค่าน้อยกว่ากำลังที่ได้จากการคำนวณถึงร้อยละ 20 ในหลาย ๆ กรณี</p> 2025-03-13T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261184 การศึกษาวิธีการเปรียบเทียบวัตถุสามมิติบนภาพถ่ายด้วยแผนที่ UV ด้วยการใช้คุณลักษณะและเครือข่ายนิวรัล 2025-03-14T13:25:58+07:00 นราวิชญ์ ไมตรีจิตร fengcnc@ku.ac.th จันทนา จันทราพรชัย fengcnc@ku.ac.th <p>งานวิจัยนี้เป็นการออกแบบวิธีการเปรียบเทียบวัตถุสามมิติบนภาพถ่ายด้วยแผนที่ UV โดยการนำแผนที่ UV ในเฟรมที่ต้องการเปรียบเทียบมาเทียบกับแผนที่ UV ที่เป็นตัวอ้างอิงหรือแผนที่ UV ที่ได้จากเฟรมซึ่งมีการตรวจสอบว่าถูกต้องแล้วด้วยมนุษย์ ซึ่งในการเปรียบเทียบวิธีการดั้งเดิมได้ใช้การเปรียบเทียบแบบพิกเซลต่อพิกเซลและการเปรียบเทียบโดยใช้วิธีการจับคู่ลักษณะเด่น แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้จากการเปรียบเทียบไปคำนวณหาความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งวัตถุสามมิติ เป้าหมายคือการนำอัลกอริทึมสำหรับการเปรียบเทียบแผนที่ UV ไปต่อยอดกับการติดตามวัตถุสามมิติบนภาพถ่ายเพื่อลดเวลาที่ใช้และเพิ่มความแม่นยำในขั้นตอนการจับการเคลื่อนไหวของตำแหน่งภาพของการทำเทคนิคพิเศษทางภาพ ในงานวิจัยนี้ศึกษาวิธีการเปรียบเทียบแผนที่ UV ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ได้แก่การใช้คุณลักษณะทางภาพและการใช้เครือข่ายนิวรัล ได้ออกแบบการทดลองทั้งหมดเป็นจำนวน 5 แบบได้แก่ 1) การเปรียบเทียบแบบพิกเซลต่อพิกเซลด้วยการลบแบบปกติ (Subtract) 2) การเปรียบเทียบแบบพิกเซลต่อพิกเซลด้วยค่าสัมบูรณ์ของผลต่าง (Absdiff) 3) การเปรียบเทียบโดยใช้วิธีการจับคู่ลักษณะ เด่นด้วย SIFT 4) การเปรียบเทียบโดยใช้วิธีการจับคู่ลักษณะเด่นด้วย SIFT กับ Ratio test และ 5) การเปรียบเทียบโดยใช้วิธีการจับคู่ลักษณะเด่นด้วย SuperPoint กับ SuperGlue ซึ่งแต่ละวิธีให้ความแม่นยำในการเปรียบเทียบสำหรับการเปรียบเทียบทั้งแผนที่ UV เท่ากับ 50%, 100%, 33.33%, 16.67% และ 91.67% ตามลำดับ และการเปรียบเทียบเฉพาะด้านที่มีเหมือนกันเท่ากับ 67.5%, 100%, 25%, 8.33% และ 100% ตามลำดับ</p> 2025-03-14T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261185 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของการวัดผลิตภาพแรงงานก่อสร้างถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีตด้วยนาฬิกาอัจฉริยะ 2025-03-14T14:01:41+07:00 ณัฐชยา หันไชยศรี korbsri@kku.ac.th กอปร ศรีนาวิน korbsri@kku.ac.th <p>ในปัจจุบันผลิตภาพแรงงานของไทยมีการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลกระทบกับเจ้าของโครงการ โดยอุตสาหกรรมการก่อสร้างต้นทุนของแรงงานคิดเป็น 30-50 % ของต้นทุนทั้งหมด จึงทำให้ผลิตภาพของแรงงานก่อสร้างนั้นเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของโครงการ ซึ่งการวัดผลิตภาพของแรงงานก่อสร้างนั้นสามารถทำได้โดยการรวบรวมข้อมูลจากหน้างาน โดยจะต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของแรงงานก่อสร้างขณะที่แรงงานดำเนินงานอยู่ แต่ภายในโครงการก่อสร้างมีความซับซ้อนทำให้การเก็บข้อมูลเป็นเรื่องยาก ในการศึกษานี้จึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลของแรงงานก่อสร้างในงานก่อสร้างถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีต โดยใช้นาฬิกาอัจฉริยะรวบรวมข้อมูลของแรงงาน ดังนี้ อัตราการเต้นของหัวใจ ระยะทางในการเดินแต่ละวัน พลังงานที่ใช้ไป สภาพอากาศระหว่างการทำงาน ความชื้นระหว่างการทำงาน ระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน และในส่วนที่เก็บเพิ่มเติม คือ อายุ ประสบการณ์ทำงาน และปริมาณงานที่แรงงานทำได้ในแต่ละวัน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของพารามิเตอร์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน (Pearson Correlation Coefficient) ผลการวิเคราะห์ได้ความว่า ระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน อุณหภูมิระหว่างการทำงาน และความชื้นระหว่างการทำงาน มีค่าความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลิตภาพการทำงานของแรงงานในโครงการก่อสร้างถนนแอสฟัลต์ติกคอนกรีตสูงสุดไปในทิศทางเดียวกัน 3 อันดับแรก</p> 2025-03-14T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261187 ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและปัจจัยทางกายภาพที่มีผลต่ออาการผิดปกติของกล้ามเนื้อ และกระดูกของพนักงานขับรถตู้โดยสารประจำทาง ในเขตภาคใต้ตอนล่างของไทย 2025-03-14T14:24:33+07:00 กลางเดือน โพชนา klangduen.p@psu.ac.th องุ่น สังขพงศ์ klangduen.p@psu.ac.th สุภาพรรณ ไชยประพัทธ์ klangduen.p@psu.ac.th <p>อาชีพขับรถเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletaldisorders; MSDs) ในปัจจุบันพบว่า มีการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอาการดังกล่าวในพนักงานขับรถอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การขนส่งด้วยรถตู้จะเป็นที่นิยมและใช้งานในประเทศไทยมากก็ตาม งานวิจัยที่เกี่ยวกับพนักงานขับรถตู้ยังมีน้อย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและปัจจัยทางกายภาพที่มีผลต่ออาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกของพนักงานขับรถตู้โดยสารประจำทาง ในเขตภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นเชิงพรรณาศึกษาแบบตัดขวาง โดยศึกษาพนักงานขับรถตู้ 373 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ดัดแปลงมาจากStandardized Nordic Questionnaires for The Analysis of Musculoskeletal Symptoms พบว่า พนักงานขับรถมีอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโดยรวม ในรอบ 12 เดือน ร้อยละ 87.7 และในรอบ 7 วัน ร้อยละ 59.3 จากวิเคราะห์ขนาดความสัมพันธ์โดยใช้ Odds Ratio ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโดยรวม ในรอบ 12 เดือน อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ (OR = 2.2, 95%CI 1.2–4.1, p-value 0.01) และ ในรอบ 7 วัน ได้แก่ ท่าทางการงอแขนขณะขับรถ (OR = 1.9, 95%CI 1.0–3.7, p-value 0.05) ความไม่ยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (OR = 1.7, 95%CI 1.1–2.6, p-value 0.01) และอายุ (OR = 1.6, 95%CI 1.0–2.4, p-value 0.05 ) จากการศึกษาทำให้ทราบปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอาการ MSDs ของพนักงานขับรถตู้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการป้องกันความเสี่ยงต่อ MSDs ของอาชีพพนักงานขับรถอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการลดความล้าของพนักงานขับรถตู้ และนำไปสู่การเดินทางบนถนนที่มีความปลอดภัยมากขึ้น</p> 2025-03-14T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261222 ผลกระทบของนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตต่อสมบัติของคอนกรีตมวลเบาและสมบัติการพิมพ์ของมอร์ตาร์สำหรับงานพิมพ์ 3 มิติ 2025-03-17T09:57:40+07:00 ภูไผท ชุมพล Phattharachai.p@rmutp.ac.th ปิติ สุคนธสุขกุล Phattharachai.p@rmutp.ac.th ภัทรชัย พงศ์โสภา Phattharachai.p@rmutp.ac.th <p>งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตต่อสมบัติของคอนกรีตมวลเบาและสมบัติการพิมพ์ของมอร์ตาร์สำหรับงานพิมพ์ 3 มิติ โดยแปรผันปริมาณของนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตในส่วนผสม ตั้งแต่ 0–4% ของน้ำหนักซีเมนต์ ทำการทดสอบสมบัติของคอนกรีตมวลรวมเบา ได้แก่ ค่าการยุบตัว ระยะเวลาก่อตัว หน่วยน้ำหนักคอนกรีต การซึมผ่านของน้ำกำลังรับแรงอัด องค์ประกอบเคมีและโครงสร้างจุลภาค รวมถึงสมบัติด้านของงานพิมพ์ 3 มิติ ได้แก่ ทดสอบการไหลแผ่ ระยะเวลาเริ่มต้นพิมพ์ และกรอบเวลาในการพิมพ์ ผลการทดลองพบว่า การเพิ่มขึ้นของปริมาณนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต ส่งผลให้ค่าหน่วยน้ำหนักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันค่าการยุบตัวและระยะเวลาการก่อตัวของคอนกรีตนั้นลดลง ในส่วนของค่ากำลังรับแรงอัดพบว่า เมื่อปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตเพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่ากำลังรับแรงอัดเพิ่มขึ้น จนถึงปริมาณนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตที่ 2% โดยน้ำหนักซีเมนต์จากนั้นมีแนวโน้มลดลง และ ค่าการซึมผ่านน้ำของคอนกรีตที่มีแนวโน้มลดลงตามปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตที่เพิ่มขึ้นจนถึง 2% โดยน้ำหนักซีเมนต์จากนั้นมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลยืนยันการเพิ่มขึ้นของนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตด้วย XRD และ การเติมเต็มในช่องว่างด้วย SEM ในส่วนของงานพิมพ์ 3 มิติ พบว่า ระยะเวลาเริ่มต้นในการพิมพ์และความกว้างของเส้นพิมพ์ลดลง เมื่อเพิ่มปริมาณนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261223 ศักยภาพการผลิตก๊าซมีเทนจากมูลช้างโดยใช้หัวเชื้อกากตะกอนระบบผลิตก๊าซชีวภาพ 2025-03-17T10:26:50+07:00 ญาณิกา บุญยวง rotjapun@gmail.com กิตติกร สาสุจิตต์ rotjapun@gmail.com ภคมน ปินตานา rotjapun@gmail.com รจพรรณ นิรัญศิลป์ rotjapun@gmail.com ชยานนท์ สวัสดีนฤนาท rotjapun@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ศึกษาศักยภาพการผลิตก๊าซมีเทนจากมูลช้างโดยใช้หัวเชื้อกากตะกอนจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพ 3 ชนิด ได้แก่ กากตะกอนจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลโค (ADCM) กากตะกอนจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสุกร (ADPM) และกากตะกอนจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากเศษอาหาร (ADFW) ซึ่งอัตราส่วนวัตถุดิบต่อหัวเชื้อ (SIR) เท่ากับ 1 : 1, 1 : 2 และ 2 : 1 กรัมของแข็งระเหยที่ป้อนเข้า ควบคุมอุณหภูมิ 35 ±2 องศาเซลเซียส โดยงานวิจัยครั้งนี้พบว่า การผลิตก๊าซชีวภาพด้วยกระบวนการหมักแบบไร้อากาศที่ SIR เท่ากับ 2 : 1 มีความเหมาะที่สุด โดยวัตถุดิบมูลช้างร่วมกับหัวเชื้อ ADPM มีการผลิตก๊าซมีเทนสะสมที่มีค่าสูงเท่ากับ 775.91 นอร์มอลมิลลิลิตรต่อกรัมของแข็งระเหยที่ป้อนเข้า และมีค่าความเข้มข้นของก๊าซมีเทนสูงถึง 57% ตามด้วย ADCM และ ADFW ที่สามารถผลิตก๊าซมีเทนสะสมได้ 430.32 นอร์มอลมิลลิลิตรต่อกรัมของแข็งระเหยที่ป้อนเข้า และ 790.02 นอร์มอลมิลลิลิตรต่อกรัมของแข็งระเหยที่ป้อนเข้าตามลำดับ มีค่าความเข้มข้นของก๊าซมีเทนสูงสุดถึง 48% และ 48.50% ตามลำดับ ในระยะเวลาการทดลอง 60 วัน ซึ่งผลของงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการผลิตก๊าซชีวภาพจากวัตถุดิบที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นลิกโนเซลลูโลสและเพิ่มศักยภาพในการย่อยสลายวัตถุดิบให้อยู่ในรูปแบบของก๊าซชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยังเป็นพลังงานที่ยั่งยืน</p> 2025-03-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025