https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/issue/feed วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2026-02-12T18:05:08+07:00 Professor Dr. Suchart Siengchin journal@op.kmutnb.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (The Journal of King Mongkut's University of Technology North Bangkok)</strong> เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรม และวิชาการขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรม ผลงานวิชาการที่รับตีพิมพ์เป็นบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความบรรณาธิการปริทัศน์ที่เขียนด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ<br />วารสารพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตีพิมพ์ทั้งรูปเล่มและออนไลน์ โดยกำหนดจัดทำปีละ 4 ฉบับ คือ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–มีนาคม</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน–มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 3 เดือนกรกฎาคม–กันยายน</li> <li>ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม–ธันวาคม</li> </ul> <p>วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นวารสารที่จัดอยู่ในฐานข้อมูลดังนี้</p> <ul> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูล ASEAN Citation Index (ACI)</li> <li>เป็นวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารไทย (TCI) กลุ่มที่ 1 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</li> <li>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ยอมรับให้เป็นวารสารระดับชาติและเป็นวารสารสำหรับการพิจารณาผลงานตีพิมพ์ เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. ในหลักสูตรกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก</li> </ul> <p><strong>สถิติการพิจารณาอ้างอิงจากปี 2568</strong></p> <p>จำนวนวันเฉลี่ยในการพิจารณาเบื้องต้น : 9 วัน</p> <p>จำนวนวันเฉลี่ยในการรับพิจารณาตอบรับตีพิมพ์: 110 วัน</p> <p>อัตราการยอมรับตีพิมพ์ในปี 2567 : 41%</p> https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/266182 บรรณาธิการวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2026-02-12T18:02:42+07:00 บรรณาธิการ วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ่่journal@op.kmutnb.ac.th <p>บรรณาธิการวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ</p> 2026-02-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/262063 การพัฒนาเซรั่มผสมสารสกัดจากเปลือกผลไม้ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียก่อโรคผิวหนัง 2025-08-07T10:59:32+07:00 สุมนต์ทิพย์ คงตันจันทร์ฟัก sumonthip.k@sci.kmutnb.ac.th <p>ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เซรั่มมีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง อย่างไรก็ตามการพิจารณาประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางการใช้งานของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเซรั่มที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียก่อโรคผิวหนัง โดยใช้สารสกัดจากเปลือกผลไม้ไทย 5 ชนิด ได้แก่ ทับทิม ทุเรียน ส้มโอ มังคุด และกล้วย ในการศึกษาความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียสายพันธุ์ Escherichia coli, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhimurium, Staphylococcus aureus และ Staphylococcus epidermidis โดยทำการสกัดสารออกฤทธิ์ 2 วิธี ได้แก่ การสกัดด้วยน้ำและการสกัดด้วยเอทานอล 95% ผลการทดลองพบว่าเซรั่มที่มีส่วนผสมของสารสกัดเปลือกทับทิม ร้อยละ 1 สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด การประเมินความชอบพบว่าเซรั่มที่ผสมสารสกัดจากเปลือกทับทิมได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดสอบ ดังนั้นสารสกัดจากเปลือกทับทิมจึงมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์หลักในผลิตภัณฑ์เซรั่ม เพื่อสุขอนามัยผิวหนังและอาจเป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับการควบคุมการติดเชื้อจากจุลินทรีย์บนผิวหนังในอนาคต</p> 2025-11-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/266183 คำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับบทความวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2026-02-12T18:05:08+07:00 คำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับบทความ วิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ่่journal@op.kmutnb.ac.th <p>คำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับบทความวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ</p> 2026-02-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/262636 การปรับปรุงกำลังอัดของมอร์ตาร์จากเถ้าปาล์มน้ำมันที่ไม่ผ่านการบด 2025-09-26T11:25:10+07:00 เที่ยง ชีวะเกตุ wichian@buu.ac.th วิเชียร ชาลี wichian@buu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากำลังอัดของมอร์ตาร์ที่ผสมเถ้าถ่านหินแคลเซียมต่ำร่วมกับเถ้าปาล์มน้ำมันที่ไม่ผ่านการบด โดยใช้แทนปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในอัตราส่วนร้อยละ 20 30 และ 40 โดยน้ำหนัก และแปรเปลี่ยนอัตราส่วนระหว่างเถ้าถ่านหินต่อเถ้าปาล์มน้ำมันเท่ากับ 30:70 50:50 และ 70:30 โดยน้ำหนัก ทดสอบกำลังอัดหลังบ่มตัวอย่างที่อายุ 14 28 และ 56 วัน รวมทั้งศึกษาผลของการกระตุ้นด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ที่ความเข้มข้นต่างกัน ผลการศึกษาพบว่าในอัตราการแทนที่วัสดุปอซโซลานเท่ากันการเพิ่มปริมาณเถ้าปาล์มน้ำมันส่งผลให้กำลังอัดลดลง นอกจากนี้การเพิ่มความเข้มข้นของสารละลาย NaOH ให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.0 โมลาร์ ส่งผลให้กำลังอัดของมอร์ตาร์เพิ่มขึ้น โดยเห็นผลชัดเจนในส่วนผสมที่มีปูนซีเมนต์ปริมาณต่ำ อย่างไรก็ตามเมื่อความเข้มข้นของสารละลาย NaOH สูงถึง 1.5 โมลาร์ กลับทำให้กำลังอัดของมอร์ตาร์ลดลง</p> 2025-12-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/259505 การปรับปรุงผังโรงงานโดยใช้การประยุกต์หลักการ CRAFT กรณีศึกษา โรงงานประกอบเครื่องปรับอากาศ 2025-02-20T08:30:46+07:00 ชัชวาล ชินวิกัย songwit.s@cit.kmutnb.ac.th สงกรานต์ บางศรัณย์ทิพย์ songwit.s@cit.kmutnb.ac.th อิสรวัฒฑ์ เผือกแก้ว songwit.s@cit.kmutnb.ac.th ฑิตฐิตา หมื่นศักดา songwit.s@cit.kmutnb.ac.th ทรงวิทย์ ศรีจันทร์รักษ์ songwit.s@cit.kmutnb.ac.th <p>การวางผังโรงงานมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการดำเนินงาน ถึงแม้ว่าวิธีวางผังโรงงานอย่างเป็นระบบ หรือ SLP จะถูกเลือกใช้ในการวางผังโรงงานอย่างแพร่หลายโดยใช้การวิเคราะห์การไหล และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของผู้ออกแบบเป็นหลัก ขณะที่การวางผังโรงงานด้วยคอมพิวเตอร์ CRAFT เหมาะกับการปรับปรุงผังโรงงานเดิมหรือการรีเลย์เอาท์ เป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ใช้ความหนาแน่นการไหลของวัสดุระหว่างหน่วยงานเป็นตัวกำหนดระดับความสัมพันธ์ของหน่วยงาน นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยประมวลผล โดยการสลับตำแหน่งหน่วยงานทีละคู่เพื่อนำมาคำนวณหาต้นทุนการขนย้ายวัสดุรวมในการเลือกผังโรงงานที่เหมาะสมสำหรับปรับปรุงผังโรงงานกรณีศึกษาเนื่องจากการปรับยุบหน่วยงานลง ทำให้ต้องมีการรีเลย์เอาท์ผังก่อนปรับปรุงของโรงงาน กรณีศึกษามีต้นทุนการขนย้ายวัสดุระหว่างแผนกงานอยู่ที่ 1,252,103.50 บาท ก่อนปรับปรุงผังโรงงานมีต้นทุนการขนย้ายวัสดุระหว่างแผนกงานอยู่ที่ 1,252,103.50 บาท สำหรับการปรับปรุงผังด้วยวิธี CRAFT ดำเนินการสลับตำแหน่งหน่วยงานทั้งหมด 4 ครั้ง โดยเลือกผลลัพธ์ของผังโรงงานที่มีต้นทุนการขนย้ายวัสดุรวมที่ต่ำที่สุด 1,094,018.50 บาท เท่านั้น สามารถลดต้นทุนในการขนย้ายรวม 158,085.00 บาทต่อปี และในการนำผังโรงงานไปใช้ในระบบจริงพบว่ามีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นในผังใหม่ 1,396 ตารางเมตร</p> 2025-10-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/260802 การศึกษาพฤติกรรมการถ่ายเทความร้อนแบบคอนจูเกตและพฤติกรรมทางกลอันเนื่องมาจากความเค้นของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแบบเปลือกและท่อด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ 2025-05-26T14:34:49+07:00 ชยานนท์ เสริฐธิกุล chayanon.s@eng.kmutnb.ac.th อารักษ์ ตระการกูล arruck.tr@eng.kmutnb.ac.th ฑรรชนก ประภาสวัสดิ์ p.tatchanok@gmail.com <p>งานวิจัยนี้นำเสนอผลกระทบของระดับอุณหภูมิของไอน้ำที่ส่งผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแบบเปลือกและท่อต่อความเค้นและการขยายตัวของวัสดุด้วยการวิเคราะห์ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์เพื่อแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่อาจเป็นจุดอ่อนของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแบบเปลือกและท่อระหว่างการใช้งานจริงซึ่งจะมีประโยชน์ให้เกิดความระมัดระวังในกระบวนการผลิต โดยกำหนดการไหลภายในอุปกรณ์ให้เป็นการไหลแบบปั่นป่วน ผลการศึกษาอิทธิพลของระดับอุณหภูมิของไอน้ำหรือของไหลทำงานที่ส่งผลต่อวัสดุพบว่า ที่สภาวะสมดุลทางความร้อนระหว่างไอน้ำและผิววัสดุ เมื่อระดับอุณหภูมิของบริเวณที่เรียกว่า Elliptical Head ของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนเปลี่ยนแปลงจากระดับ 200 องศาเซลเซียส ไปยัง 300 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ความเค้น Von Mises รวมถึงการขยายตัวของวัสดุสูงขึ้น 380 เมกะปาสคาล และ 0.45 มิลลิเมตร ตามลำดับ งานวิจัยนี้ได้นำเสนอผลความเค้นและการขยายตัวของวัสดุพร้อมกันอย่างเป็นระบบจากอิทธิพลของอุณหภูมิของไหลหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาการถ่ายเทความร้อนแบบคอนจูเกต (Conjugate Convective Heat Transfer) โดยตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้วยการเปรียบเทียบอุณหภูมิขาออกของของไหลฝั่งเปลือกและท่อรวมถึงความดันลดที่เกิดภายในท่อของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนกับโมเดลพื้นฐานของงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่าผลลัพธ์เชิงตัวเลขมีความใกล้เคียงและสอดคล้องกันเป็นอย่างดีโดยมีเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของอุณหภูมิขาออกของไหลของฝั่งเปลือกและท่อเท่ากับ 3.7% และ 1.4% ตามลำดับ รวมถึงความแตกต่างของความดันลดอยู่ที่ 5% และงานวิจัยนี้สามารถต่อยอดในการวิเคราะห์ผลกระทบของของไหลที่มีต่ออุปกรณ์ในลักษณะอื่นได้ในอนาคต เช่น การขัดสี (Erosion) และ การกัดกร่อน (Corrosion) ภายในอุปกรณ์</p> 2025-09-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/260850 การศึกษาผลกระทบของปัจจัยการอัดรีดต่อคุณสมบัติเชิงกลของเส้นใยพลาสติก ABS รีไซเคิล โดยใช้การออกแบบการทดลอง 2025-04-04T10:57:05+07:00 ธีรยุทธ์ ณ นคร teerayut.nanakorn14@hotmail.com ธนสาร อินทรกำธรชัย thanasan.i@eng.kmutnb.ac.th กฤษดา อัศวรุ่งแสงกุล krisada.a@eng.kmutnb.ac.th <p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงสมบัติของเส้นใยพลาสติก ABS รีไซเคิลสำหรับการพิมพ์สามมิติ เพื่อแก้ไขปัญหาการสะสมของเศษพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและลดต้นทุนการจัดการขยะ โดยศึกษาผลกระทบของอัตราส่วนการเติมเศษพลาสติก ABS รีไซเคิลและความเร็วของสกรูในกระบวนการอัดรีดต่อค่าความทนทานต่อแรงดึงสูงสุด (UTS) และค่าความสามารถในการยืดตัวของวัสดุ (%El) ผ่านการออกแบบการทดลองพื้นผิวตอบสนองแบบส่วนประสมกลาง (CCD) ผลการทดลองพบว่า อัตราส่วนการเติมเศษพลาสติก ABS รีไซเคิล 650 กรัม และความเร็วของสกรูในกระบวนการอัดรีด 100 รอบต่อนาที ส่งผลให้ค่าความทนทานต่อแรงดึงสูงสุดเฉลี่ย 33.334 เมกะปาสคาล ลดลง 14.91 เปอร์เซ็นต์ และค่าความสามารถในการยืดตัวของวัสดุเฉลี่ย 3.012 เปอร์เซ็นต์ ลดลง 10.89 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะเส้นใยที่ผลิตได้มีความสม่ำเสมอที่ 1.75 ±0.15 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับวัสดุใหม่ และเมื่อนำมาทดสอบการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ระบบชุดดันเส้นแบบติดหัวฉีดที่ติดตั้งชุดดันเส้นเฟืองขับแบบสองตัวพบว่าชิ้นงานจากเส้นใยพลาสติก ABS รีไซเคิลมีคุณภาพผิว รูปร่างและความสวยด้อยกว่าเส้นใยพลาสติก ABS ใหม่ แต่การใช้วัสดุรีไซเคิลสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบได้ 34.41 เปอร์เซ็นต์ (ประหยัดได้ 55.75 บาทต่อกิโลกรัม) และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 61.94 เปอร์เซ็นต์ (1.1799 kg CO2e) ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเม็ดพลาสติกใหม</p> 2025-06-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/262242 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและรายงานผลการบำรุงรักษามอเตอร์ปั๊มระบบสระว่ายน้ำในอุตสาหกรรมโรงแรม 2025-08-25T10:30:48+07:00 หาญพล มิตรวงศ์ mhanphon@pkru.ac.th วีระยุทธ สุดสมบูรณ์ weerayute_sud@nstru.ac.th ฉัตรชัย แก้วดี chatchai_kae@nstru.ac.th วีรพล ปานศรีนวล weeraphol_pan@nstru.ac.th สิทธิชัย แก้วเกื้อกูล sittichai.kae@kmutt.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบเฝ้าระวังและรายงานผลการบำรุงรักษามอเตอร์ปั๊มของระบบสระว่ายน้ำในอุตสาหกรรมโรงแรม เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและเพื่อวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม ระบบได้รับการออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และกระแสไฟฟ้า โดยสามารถส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังคลาวด์ (Cloud) และแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ผลการพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพพบว่าระบบที่พัฒนาขึ้นมีความแม่นยำของเซ็นเซอร์อุณหภูมิ ความชื้น และกระแสไฟฟ้า เฉลี่ยที่ 96.90% 97.36% และ 97.17% ตามลำดับ ในแง่ของประสิทธิภาพการบำรุงรักษาเครื่องจักรพบว่าเวลาเฉลี่ยในการซ่อมบำรุงลดลง 70.29% เวลาเฉลี่ยระหว่างความเสียหายเพิ่มขึ้น 37.39% อัตราความเสียหายลดลง และอัตราการใช้งานของเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเป็น 99.16% นอกจากนี้ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญโดยรวมพบว่าระบบมีผลประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะในด้านการลดเวลาในการซ่อม ความแม่นยำในการรายงานข้อมูลและการลดต้นทุนการบำรุงรักษามีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ผลการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์วิศวกรรมพบว่าระบบใช้ต้นทุนรวม 8,948 บาท สามารถสร้างมูลค่าผลตอบแทนได้ถึง 18,603 บาทต่อปี และระบบสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน 24 วัน ระบบนี้จึงเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้จริงในงานบำรุงรักษาสระว่ายน้ำในโรงแรมหรือสถานที่ที่ต้องการการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน</p> 2025-12-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/261994 การวิเคราะห์การไหลและสมรรถนะการเผาไหม้ของหัวเผาแก๊สชนิดฝักบัวที่ใช้เชื้อเพลิง LPG และ CNG ด้วยการจำลอง CFD 2025-06-27T10:46:58+07:00 อาทิตย์ แสงโสภา arthitsp@gmail.com อนิรุตต์ มัทธุจักร์ Anirut.m@ubu.ac.th ธนรัฐ ศรีวีระกุล Anirut.m@ubu.ac.th สุทธิศักดิ์ พงศ์ธนาพาณิช Anirut.m@ubu.ac.th <p>ความต้องการพลังงานอย่างยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเซรามิกของประเทศไทยส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวเผาโดยใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดกว่า แม้ว่าแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) จะเป็นเชื้อเพลิงที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายเนื่องจากค่าความร้อนที่สูงแต่แก๊สธรรมชาติอัด (CNG) ให้ข้อดีในด้านการปล่อยมลพิษที่ต่ำกว่าและต้นทุนที่ลดลง งานวิจัยนี้ศึกษาลักษณะการเผาไหม้และการไหลของหัวเผาเซรามิกชนิดฝักบัวที่ใช้เชื้อเพลิง LPG และ CNG โดยใช้การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (CFD) ควบคู่กับการทดลองจริงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของหัวเผาการจำลอง CFD ดำเนินการในสองขั้นตอน ได้แก่ การทดสอบแบบเย็นเพื่อวิเคราะห์การผสมเชื้อเพลิงกับอากาศ และการทดสอบแบบร้อนเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเผาไหม้ โดยใช้โปรแกรม FLUENT 2021 R2 ร่วมกับโครงข่าย Tetrahedro และแบบจำลองความปั่นป่วน RNG k–ε การทดลองยืนยันผลดำเนินการที่ความดันเชื้อเพลิง 4 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว โดยใช้เทอร์โมคัปเปิลชนิด เค (Thermocouple K-type) สำหรับวัดอุณหภูมิ ผลการทดลองสอดคล้องกับการจำลองโดยมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยของความเร็ว 6.52% และอุณหภูมิ 5.30% การเผาไหม้ของ LPG ให้ค่าอุณหภูมิสูงสุดมากกว่า 1,375.61 เคลวิน เมื่อเทียบกับ CNG 1,332.83 เคลวิน ขณะที่ CNG แสดงความเร็วการไหลสูงกว่าจากความหนาแน่นที่ต่ำกว่า LPG ยังให้ความสม่ำเสมอของอุณหภูมิและความเข้มของการเผาไหม้ที่ดีกว่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อกระบวนการเผาเซรามิกอย่างคงที่ งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบหัวเผาอย่างเหมาะสมและการประยุกต์ใช้ CFD เพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงสะอาดเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมเซรามิกขนาดเล็กของประเทศไทย</p> 2025-10-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/260445 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบกักเก็บพลังงานไฮบริด ผสานแบตเตอรี่ ตัวเก็บประจุยิ่งยวด และตัวดูดซับแรงสั่นสะเทือน สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 2025-04-30T14:52:01+07:00 ปฐพีพัฒน์ เตชะลิ่มสกุล pataphiphat_t@rmutt.ac.th จักรพันธ์ นันทพันธุ์กุล jakrapan_n@rmutt.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกักเก็บพลังงานแบบไฮบริด (HESS) ที่ผสมผสานกันระหว่างตัวเก็บประจุยิ่งยวด (Supercapacitor; SC) และแบตเตอรี่ โดยอาศัยหลักการเก็บเกี่ยวพลังงานแบบแขวนลอยผ่านการใช้ตัวดูดซับแรงสั่นสะเทือน (RSA) พร้อมกับการติดตั้งระบบเบรกแบบจ่ายพลังงานใหม่ (RBS) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดกลางที่ใช้มอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (PMSM) ในสถานการณ์เบรกแบบจ่ายพลังงานใหม่ กลไกโครงข่ายประสาทเทียม (ANN) จะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมระบบ RBS เพื่อปรับรูปคลื่นการสลับของอินเวอร์เตอร์แหล่งจ่ายไฟสามเฟสให้เหมาะสม จากนั้นถ่ายโอนพลังงานการเบรกดังกล่าวไปยังอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน นอกจากนี้ SC ที่ติดตั้ง RSA ยังสามารถดูดซับพลังงานการสั่นสะเทือนของยานพาหนะ และแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อกลับเข้าสู่อุปกรณ์กักเก็บพลังงาน การทดลองพบว่ายานยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบไฮบริด ร่วมกับ RSA และ RBS เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งมีระยะทางการขับขี่ 134.19 กิโลเมตร (13 รอบ) และ 184.21 กิโลเมตร (18 รอบ) ตามลำดับ ในขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าที่มีทั้งระบบ RBS และ RSA มีระยะทางการขับขี่สูงถึง 210.13 กิโลเมตร (21 รอบ) ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าระบบกักเก็บพลังงานแบบไฮบริดที่ร่วมกับ RAS และ RBS สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ได้ถึง 56.59% เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้เพียง RSA นอกจากนี้ยังยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้อีกด้วย</p> 2025-09-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/263404 การลดการปนเปื้อนกระดูกในสินค้าสะโพกไก่ไม่มีกระดูก 2025-09-10T13:32:42+07:00 ดารัตน์ เดชอำไพ darat.d@agro.kmutnb.ac.th ปาณิสรา โคธา darat.d@agro.kmutnb.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปนเปื้อนกระดูกในสินค้ากลุ่มสะโพกไก่ไม่มีกระดูก (Boneless Chicken Leg; BL) ที่ปัจจุบันพบปัญหาการปนเปื้อนของกระดูก 1.80% ซึ่งเกินกว่าค่าเป้าหมายที่บริษัทยอมรับได้และยังส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าอีกด้วย โดยทำการศึกษากระบวนการผลิตและปัจจัยที่มีผลต่อการปนเปื้อนของกระดูกตั้งแต่ขั้นตอนการรับเข้าวัตถุดิบจนกระทั่งผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป ประยุกต์ใช้หลักการ DMAIC (Define, Measure, Analyze, Improve, Control) และแผนภูมิก้างปลาร่วมกับแผนผังการไหลของกระบวนการในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุของปัญหา พบปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) ใบมีด J-cut ของเครื่องคัดแยกกระดูก (Deboned Machine) ไม่คม ส่งผลให้กระดูกหักและติดไปกับเนื้อ 2) จำนวนพนักงานตรวจกระดูกก่อนเข้าเครื่อง Deboned ไม่เพียงพอต่อปริมาณการผลิต 3) การตรวจสอบโดยการลูบกระดูกของพนักงานขาดความต่อเนื่องและบางครั้งข้ามขั้นตอน และ 4) การตั้งค่าโปรแกรมของเครื่องตัดกระดูกไม่สอดคล้องกับขนาดของไก่ จึงเสนอมาตรการแก้ไขคือ 1) จัดทำตารางการลับใบมีด J-cut และอบรมทบทวนวิธีทำงานที่ถูกต้องให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน 2) เพิ่มจำนวนพนักงานในการตรวจสอบกระดูกก่อนเข้าเครื่อง Deboned ให้เพียงพอต่อกำลังการผลิตต่อวัน 3) เปลี่ยนวิธีการตรวจกระดูกชิ้นไก่จากสายพานเป็นการนำไก่ใส่ถาดก่อนเพื่อให้พนักงานสามารถตรวจสินค้าได้ละเอียดยิ่งขึ้น และ 4) จัดทำตารางการตั้งค่าโปรแกรมของเครื่องตัดกระดูกให้สอดคล้องกับขนาดของไก่และจัดอบรมทบทวนวิธีการทำงานให้ผู้ปฏิบัติงาน โดยผลการปรับปรุงพบว่าสามารถลดจำนวนกระดูกที่ปนเปื้อนลงเหลือ 1.17% หรือคิดเป็นการปรับปรุงที่ดีขึ้น 35.01% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/264009 ทิศทางการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย 2025-09-17T15:26:00+07:00 จอร์จ เคดารี jongjit.hirunlabh@hotmail.com มารี เคดารี jongjit.hirunlabh@hotmail.com จงจิตร์ หิรัญลาภ jongjit.hirunlabh@hotmail.com <p>ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change; UNFCCC) พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส โดยได้ดำเนินการตามพันธกรณีของกรอบอนุสัญญาฯ ในการมีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาและผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศที่ตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายใน ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายใน ค.ศ. 2065 ตามแผนการกำหนดลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Thailand's Nationally Determined Contribution) ให้ได้ร้อยละ 40 ภายใน ค.ศ. 2030 พร้อมทั้งทบทวนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy; LT-LEDS) กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ [1] ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถที่เพียงพอจากต่างประเทศ ทำให้กรอบความร่วมมือ United Nations Sustainable Development Cooperation Framework (UNSDCF) มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) และโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) กับทิศทางของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) ครอบคลุมคนทุกกลุ่มอย่างไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง [2]</p> 2025-09-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/kmutnb-journal/article/view/266154 ปกวารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2026-02-10T17:55:51+07:00 ปกวารสาร มจพ. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ journal@op.kmutnb.ac.th 2026-02-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026