วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru <p>วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ บทความวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ รวมถึงนวัตกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและรวบรวมผลงานวิจัย องค์ความรู้และวิชาการขั้นสูงให้กับนักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิจัย และประชาชนทั่วไปที่สนใจ</p> <p>&nbsp;</p> th-TH <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> fit_journals@ssru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญเรือน รัศมี) duangnet.sa@ssru.ac.th (นางสาวดวงเนตร สารสมบัติ) Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การปรับปรุงสถานีงานที่ส่งผลต่อการได้ยินของกลุ่มแรงงานนอกระบบ กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนการผลิตมะพร้าวขาว จ.สมุทรสงคราม https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/251863 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและปรับปรุงสถานีงานที่ส่งผลต่อการได้ยินในการทำงานของแรงงานกลุ่มวิสาหกิจผลิตมะพร้าวขาว เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็น ใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือวัดด้านสุขศาสตร์ ได้แก่ เครื่องวัดเสียง เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ความถี่ ร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน คือ Pearson Correlation และ Chi<em>-</em>square</p> <p>ผลการวิจัยอาการบาดเจ็บ พบว่า คนงานมีสมรรถภาพการได้ยินที่ระดับอาการหูตึงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เกิดที่ความถี่ 500, 1,000 และ 2,000 เฮิรตซ์ จำนวน 18 คน ส่วนอาการหูตึงปานกลางส่วนใหญ่เกิดที่ความถี่ 3,000, 4,000 และ 6,000 เฮิรตซ์ จำนวน 10 คน การตรวจประเมินค่าเสียงพบว่า งานปอกเปลือกมะพร้าวชั้นนอก งานกะเทาะเปลือกมะพร้าว และงานปลอกผิวมะพร้าวขาว เกินค่ามาตรฐาน ส่วนงานเจาะน้ำแยกเนื้อ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (TWA<sub>8</sub>=85 เดซิเบลเอ) เมื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมและ สถานีงาน พบว่า สามารถแก้ไขปัญหาเสียงเกินค่าได้มาตรฐานได้จำนวน 3 งาน คือ งานปอกเปลือกชั้นนอก งานปลอกผิวมะพร้าวขาว และงานเจาะน้ำแยกเนื้อ ระดับเสียง TWA<sub>8</sub> =79.20เดซิเบลเอ, 75.66 เดซิเบลเอ, 73.58 เดซิเบลเอ ตามลำดับ ส่วนงานกะเทาะเปลือกมะพร้าว พบว่า ยังเกินค่ามาตรฐาน TWA<sub>8</sub> =89.61เดซิเบลเอ ปัญหาอยู่ที่กระบวนการทำงานที่ไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานได้ การแก้ไขปัญหาเสียงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ในขั้นตอนการกะเทาะกะลามะพร้าว เสียง 89.61 เดซิเบลเอ ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ลดเสียงชนิดปลั๊กอุดหู Ear plug วัสดุโฟม ค่า NRR=33 ลดเสียงได้ = 9.5 เดซิเบลเอ เสียงที่ได้รับขณะใส่ที่อุดหู = 80.11 เดซิเบลเอเป็นระดับที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมายกำหนด</p> อรัญ ขวัญปาน, กุสุมา เสียนจอหอ, ประภัสสร ค่ำคูณ; ธันยา อุเส็น; เบญญาภา ช่วยแก้ว, นิรมล หอมหวล Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/251863 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการผลิตผลิตภัณฑ์กะปิของชุมชนบ้านเกาะเหลา จังหวัดระนอง https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/252838 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการผลิตผลิตภัณฑ์กะปิ และเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์กะปิของชุมชนบ้านเกาะเหลา จังหวัดระนอง โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมจากผู้ผลิตและชุมชนมอแกน ผลการวิจัยพบว่า การผลิตกะปิของชุมชนบ้านเกาะเหลา จังหวัดระนอง มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนร้อยละ 118.64 ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนได้โดยการลดต้นทุนของวัตถุดิบด้วยการจับตัวกุ้งเคยด้วยตนเอง การเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตได้โดยการลดข้อจำกัดของการผลิตได้แก่ (1) เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มสัดส่วนของรายได้ต่อต้นทุนต่อการผลิตแต่ละครั้ง (2) สร้างตราสินค้า (3) มุ่งการผลิตตามมาตรฐานคุณภาพ และ (4) สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตอื่นเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ผลการทดสอบและประเมินการผลิตและผลิตภัณฑ์กะปิของชุมชนบ้านเกาะเหลา จังหวัดระนอง ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.61/2561) พบปัญหาด้านสุขลักษณะในการควบคุมกระบวนการผลิต การสุขาภิบาล การบำรุงรักษา รวมทั้งสุขลักษณะของผู้ผลิต ไม่มีเครื่องหมายและฉลาก สำหรับด้านคุณลักษณะที่ต้องการ และด้านวัตถุเจือปนอาหาร จุลินทรีย์ และสารปนเปื้อน ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกรายการ การพัฒนากระบวนการผลิตทำได้โดยการปรับปรุงโรงเรือนผลิต ควบคุมกระบวนการผลิต รวมทั้งการพัฒนาเครื่องหมายและฉลากผลิตภัณฑ์</p> ฤดี นิยมรัตน์, สมเกียรติ กอบัวแก้ว, เบญจลักษณ์ เมืองมีศรี Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/252838 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การลดของเสียในกระบวนการปั๊มชิ้นส่วนชุดหน้าคลัทช์ โรงงานกรณีศึกษา : โรงงานผลิตคอมเพรสเซอร์แอร์รถยนต์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/253063 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์และลดของเสียในกระบวนการปั๊มชิ้นส่วนชุดหน้าคลัทช์คอมเพรสเซอร์แอร์รถยนต์ โรงงานกรณีศึกษา จากการศึกษาข้อมูล พบว่า ชิ้นส่วนชุดหน้าคลัทช์คอมเพรสเซอร์แอร์รถยนต์ที่เกิดจากกระบวนการปั๊มที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้เกิดของเสียเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้วิจัยจึงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยประยุกต์ใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมอุตสาหการ โดยในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาใช้แผนภูมิพาเรโต วิเคราะห์หาสาเหตุโดยใช้หลักการ 4M คือ คน เครื่องจักร วัตถุดิบ และวิธีการ แผนภูมิก้างปลาผังเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) โดยการระดมสมองวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นและทำการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัย พบว่า สาเหตุหลักของปัญหามาจากรอยขีดข่วน ที่มาจากการมีผงเหล็กหรือสิ่งสกปรกมาเกาะตามบริเวณหน้าสัมผัสแม่พิมพ์ของเครื่องปั๊มโลหะขึ้นรูป ทำให้เวลาปั๊มชิ้นส่วนชุดหน้าคลัทช์เกิดการเป็นรอยขีดข่วน วิธีการปรับปรุงโดยให้พนักงานทำความสะอาดผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นก่อนทำการปั๊ม และทุก ๆ 1 ชั่วโมง ควรมีการทำความสะอาดที่บริเวณหน้าสัมผัสแม่พิมพ์ของเครื่องปั๊มโลหะขึ้นรูป โดยการใช้ลมเป่าและใช้ผ้าสะอาดเช็ด สรุปได้ว่าจำนวนของเสียก่อนการปรับปรุง เท่ากับ 3,844 ชิ้น ค่า P<sub>pk</sub> เท่ากับ 0.5754 และจำนวนของเสียหลังการปรับปรุง เท่ากับ 23 ชิ้น ค่า P<sub>pk</sub> เท่ากับ 1.1508 ซึ่งสามารถลดจำนวนของเสียได้ถึง ร้อยละ 99.40</p> ยศวัจน์ ชีววรนนท์ตรี; ปิยะ รนต์ละออง, กฤดิธฤต ทองสิน; สมบัติ ทีฆทรัพย์ Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/253063 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพยากรณ์การสั่งซื้อน้ำดื่มที่เหมาะสม สำหรับสินค้าคงคลัง ร้านค้ากรณีศึกษา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/253625 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการเปรียบเทียบวิธีการพยากรณ์ความต้องการในการสั่งซื้อสินค้าประเภทน้ำดื่มที่เหมาะสม ของร้านค้ากรณีศึกษา ตั้งอยู่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยผลการวิจัย พบว่า น้ำดื่มขนาด 350 มล. มีความเหมาะสมในการหาค่าความต้องการน้ำดื่มด้วยวิธีการพยากรณ์แบบเอกซ์โปเนนเชียล เนื่องจากวิธีการดังกล่าวให้ค่าความคลาดเคลื่อนต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายจริงมีค่าร้อยละความแม่นยำเท่ากับ 95.20 น้ำดื่มขนาด 600 มล. และ น้ำดื่มขนาด 1,500 มล. มีความเหมาะสมในการหาค่าความต้องการน้ำดื่มด้วยวิธีการพยากรณ์แบบถดถอย เนื่องจากวิธีการดังกล่าวให้ค่าความคลาดเคลื่อนต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายจริงมีค่าร้อยละความแม่นยำเท่ากับ 99.60 และ 99.11 ตามลำดับ ซึ่งผลที่ได้จากการเปรียบเทียบต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลัง พบว่า การบริหารสินค้าคงคลังแบบใหม่ส่งผลทำให้สามารถลดต้นทุน ซึ่งสามารถลดปริมาณการจัดการต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลังของน้ำดื่มขนาด 350 มล. สามารถลดต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลังลงไป 1,244.17 บาท คิดเป็นร้อยละ 23.96 สำหรับน้ำดื่มขนาด 600 มล. สามารถลดต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลัง 15,028.13 บาท คิดเป็นร้อยละ 34.82 และน้ำดื่มขนาด 1,500 มล. สามารถลดต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลัง 6,542.51 บาท คิดเป็นร้อยละ 30.68 จากข้อมูลข้างต้นสามารถลดต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลังโดยรวมทั้งหมด 22,814.81 บาท คิดเป็นร้อยละ 32.75</p> ณัฐพร ตั้งเจริญชัย, จิรวัฒน์ เศวตบุณยสิทธิ์, ษมาวีร์ มุกสุวรรณ, ศศิวิมล สะทองเพชร Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/253625 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การเฝ้าระวังปัจจัยด้านกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยาของน้ำฝน และพฤติกรรมเก็บน้ำฝนเพื่อการบริโภค กรณีศึกษา หมู่ที่ 1 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/253881 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝน ด้านกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยา ในภาชนะเก็บน้ำฝน 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเก็บน้ำฝนสำหรับบริโภคของประชาชน และ 3) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นในด้านคุณภาพน้ำฝนเพื่อการบริโภคให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำฝน ตัวอย่างในการวิจัยคือ ตัวอย่างน้ำฝนจากภาชนะเก็บน้ำฝนจำนวน 20 ตัวอย่าง และกลุ่มตัวแทนครัวเรือนแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เครื่องมือ อุปกรณ์ในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝนในภาชนะเก็บน้ำฝนและแบบสอบถามพฤติกรรมการเก็บน้ำฝน การวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝนโดยวิธีตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการและวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำฝนในภาชนะรองรับ พบว่า คุณภาพด้านกายภาพและด้านเคมีผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ด้านจุลชีววิทยา พบการปนเปื้อนปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียและปริมาณฟีคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรียที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 15 ตัวอย่าง ค่าที่ตรวจพบอยู่ในช่วง &lt;2 – 9 MPN/100ml ส่วนพฤติกรรมการเก็บน้ำฝนด้านปรับปรุงคุณภาพน้ำฝนมีระดับพฤติกรรมที่น้อยที่สุดอยู่ในระดับปานกลาง ข้อเสนอจากการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า คุณภาพน้ำฝนในภาชนะเก็บน้ำฝน มีปัญหาในด้านการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียและฟีคัลโคลิฟอร์มที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของคุณภาพน้ำประปาดื่มได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรมีการประชาสัมพันธ์แนวทางการดูแลบำรุงรักษาการกักเก็บน้ำฝนในภาชนะรองรับ และการปฏิบัติด้านการใช้น้ำฝนเพื่อบริโภคให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง</p> สุภัสสร ฉิมเฉิด, รุจิพรรณ แฝงจันดา, อรัญ ขวัญปาน, ธรรมรักษ์ ศรีมารุต Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/253881 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์คุณสมบัติทางไฟฟ้าของมังคุดและตรวจจับเนื้อแก้วด้วยระบบเซนเซอร์ย่านความถี่เอ็กซ์ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254307 <p>บทความนี้นำเสนอการตรวจวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้าของมังคุดเนื้อแก้วและมังคุดเนื้อปกติในช่วงความถี่ 10 ถึง 11 กิกะเฮิรตซ์ ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาใช้ในการจำลองมังคุดในระบบตรวจวัดแบบเทคนิคอวกาศว่าง ระบบตรวจวัดประกอบด้วยสายอากาศรับส่งกำลังงานความถี่ แหล่งกำเนิดสัญญาณความถี่สูงแบบเรโซเนเตอร์ไดอิเล็กตริก วงจรผสมสัญญาณ มอเตอร์สำหรับหมุนผลมังคุดในขณะตรวจวัด อุปกรณ์ตรวจจับกำลังงาน วงจรแปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นสัญญาณดิจิทัล และบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ หลักการของระบบเซนเซอร์ คือ กำลังงานความถี่ถูกส่งออกไปยังผลมังคุดและรับกำลังงานคลื่นสะท้อนที่เกิดจากผลมังคุดที่มุม 0 ถึง 360 องศา ในแนวระนาบ จากนั้นกำลังงานคลื่นสะท้อนที่ได้รับถูกผสมกับกำลังงานของความถี่ท้องถิ่นและได้เป็นกำลังงานของความถี่กลาง เพื่อใช้เป็นระดับอ้างอิงในการตรวจหาเนื้อแก้วภายในผลมังคุด ผลการวัดค่าคงที่ไดอิเล็กตริกและค่าตัวประกอบการสูญเสียไดอิเล็กตริกที่ความถี่ 10.525 กิกะเฮิรตซ์ ของมังคุดเนื้อแก้วมีค่าเท่ากับ 45.08 และ 28.32 และขณะที่มังคุดเนื้อปกติมีค่าเท่ากับ 40.43 และ 25.89 ตามลำดับ ทดสอบระบบด้วยการตรวจวัดมังคุด 54 ตัวอย่าง ข้อมูลจากการตรวจวัดได้รับการนอร์มัลไลซ์เพื่อลดผลกระทบจากรูปทรงของมังคุด จากนั้นใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสำหรับการตัดสินใจในการคัดแยก ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของมังคุดเนื้อแก้วและมังคุดเนื้อปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 0.11 และ 0.03 ตามลำดับ ระดับอ้างอิงที่ใช้ในการคัดแยกมังคุดอยู่ที่ 0.085 และจากการทดสอบระบบสามารถคัดแยกมังคุดได้แม่นยำร้อยละ 84.4 แสดงให้เห็นว่าระบบเซนเซอร์มีประสิทธิภาพและเหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้งาน</p> ปรมินทร์ วงษ์เจริญ, กฤติยาภรณ์ คุณสุข, ประพัน ลี้กุล, พรพิมล ฉายแสง Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254307 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาเครื่องย่อยขวดพลาสติกต้นทุนต่ำเพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่ง ขยะพลาสติกสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254540 <p>งานวิจัยนี้ผู้วิจัยมีแนวคิดที่จะลดขนาดของขยะขวดพลาสติกเพื่อให้สามารถเพิ่มจำนวนในการขนส่งและง่ายต่อการนำไปบดเพื่อทำเม็ดพลาสติกของผู้ประกอบการรายย่อย โดยทำการออกแบบและพัฒนาเครื่องย่อยขวดพลาสติกให้มีต้นทุนต่ำและสามารถย่อยพลาสติกได้หลายประเภท โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานคือ ทำการออกแบบโครงสร้างของเครื่องย่อยขวดพลาสติกที่มีขนาดความสูง 90 เซนติเมตร กว้าง 43 เซนติเมตร ยาว 54 เซนติเมตร วิธีการทดสอบสมรรถนะของเครื่องย่อยขวดพลาสติกมีวิธีการดังนี้คือ นำขวดที่ผลิตจากพลาสติก 6 ประเภท ได้แก่ Polypropylene: PP, Polyvinylchloride: PVC, High-Density Polyethylene: HDPE, Polyethylene terephthalate: PET, Low-Density Polyethylene: LDPE, Polystyrene: PS และนำใส่ในเครื่องย่อยโดยทำการทดสอบทั้งหมด 3 รอบ พบว่าเครื่องย่อยสามารถย่อยพลาสติกได้ทั้ง 6 ชนิด ขนาดวัสดุย่อยมีขนาดลดลงตามลำดับ ทำการเปรียบเทียบราคาต้นทุนการผลิตกับเครื่องที่มีขายตามท้องตลาดพบว่าราต้นทุนของเครื่องเครื่องย่อยขวดพลาสติกที่สร้างขึ้นมีราคาต่ำกว่าราคาเครื่องที่ขายตามท้องตลาด และทำการเก็บผลการศึกษาความพึงพอใจ จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการขายขวดพลาสติกรายย่อยในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ศึกษาคือ แบบสอบถาม สรุปค่าความพึงพอใจในการใช้เครื่องย่อยขวดพลาสติกต้นแบบคือ มีความพึงพอใจเฉลี่ยรวม คือ มากที่สุด ( = 4.75)</p> วิทยา วงษ์กลาง, กรีฑา แก้วคงธรรม, อนุรักษ์ ตรีเพ็ชร, สมมาตร ทองคำ, ณัฐพงษ์ สุขสบาย, สิงหา มโนเครือ, พรหมพักตร์ บุญรักษา Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254540 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การประเมินคุณภาพแสงสว่างและวิเคราะห์ค่าปริมาณความส่องสว่างโดยใช้ โปรแกรม DIALUX กรณีศึกษา : สิมญวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254588 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาประเมินคุณภาพแสงสว่างและวิเคราะห์ค่าปริมาณความส่องสว่าง โดยใช้โปรแกรม DIALUX ทดสอบผ่านแบบจําลองสภาพแสงของสิมญวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยค้นพบว่า ค่าปริมาณความส่องสว่างจะปรากฏผลในระดับที่มากน้อยต่างกัน จะเปลี่ยนแปลงค่าปริมาณความส่องสว่างตามตัวแปรองค์ประกอบโครงสร้างอาคารในส่วนของรูปแบบหลังคาและพื้นที่โถงระเบียงหน้าประตูทางเข้าเป็นหลัก รวมถึงจำนวนและการกำหนดตำแหน่งของช่องแสงตามความต้องการแสงให้สอดคล้องบริเวณพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา (สังฆกรรม) หน้าพระประธาน สามารถสังเกตได้จาก ผลการทดสอบค่าปริมาณความส่องสว่างภายในพื้นที่อาคารบริเวณโถงระเบียงส่วนหน้าที่ปรากฏผลค่าปริมาณความส่องสว่างที่มากว่า 1,000 lux ต่อเนื่องมาสู่บริเวณประตูทางเข้าที่ปรากฏผลค่าปริมาณความส่องสว่างอยู่ที่ระหว่าง 100 lux ถึง 500 lux ขึ้นไป ซึ่งค่าปริมาณความส่องสว่างที่ได้นั้น มาจากการสร้างแบบจำลองกรณีศึกษาและทดสอบผ่านโปรแกรม DIALUX เพื่อแสดงผลในรูปแบบรูปที่ปรากฏสภาพแสงบริเวณผังพื้นที่ตรวจวัด</p> <p>ดังนั้นแสงสว่างในสิมญวนที่ปรากฏจากผลทดสอบด้วยโปรแกรม DIALUX สามารถบ่งชี้ให้ทราบถึงคุณลักษณะของแสงในระดับแสงสลัวหรือจะมืดสนิทในบางพื้นที่ ทั้งนี้สภาพแสงที่ปรากฎยังสื่อถึงวิถีพฤติกรรมการใช้แสงเชิงพื้นที่จากบริบททางวัฒนธรรมจารีตปฏิบัติของผู้ใช้พื้นที่คือ พระภิกษุสงฆ์ ที่เน้นการใช้สอยพื้นที่ตามความต้องการสำหรับการใช้แสงสว่างเฉพาะตำแหน่งพื้นที่เพื่อให้เพียงพอต่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพียงเท่านั้น</p> ศุภโชค สนธิไชย; ธาริณี รามสูต Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254588 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ระบบการผลิตแบบโตโยต้าในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป กรณีศึกษา การผลิตเสื้อแจ็คเก็ต บริษัท วีที การ์เม้นท์ จำกัด https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254565 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในสายการผลิตเสื้อแจ็คเก็ตของบริษัท วีที การ์เม้นท์ จำกัด ด้วยวิธีการประยุกต์ใช้ระบบการผลิตของโตโยต้า (TPS) วิธีดำเนินการเริ่มด้วยการหาจุดข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุง จากนั้นประเมินความสูญเสียในองค์กร แล้วเขียนปัญหาที่ต้องปรับปรุงในแผนผังสายธารแห่งคุณค่า โดยเลือกจุดปรับปรุงกระบวนการผลิตเย็บที่ VSEW004 จำนวนพนักงาน 50 คน และ การนำระบบ TPS ที่มี 4 ขั้นตอนมาปรับใช้ในสายการผลิต ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การควบคุมสภาพการทำงานหน้างาน โดยการควบคุมสถานที่ทำงานให้หาของง่ายสะดวกต่อการใช้งานและอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย ขั้นที่ 2 กระบวนการไหลของงานอย่างต่อเนื่องโดยจัดแผนผังใหม่ ขั้นที่ 3 งานมาตรฐาน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยเครื่องมือแผนภูมิยามาซูมิในการจับเวลาของพนักงานแต่ละคน ขั้นที่ 4 การวางแผนการผลิตแต่ละขั้นตอน เป็นระบบที่ช่วยให้ปริมาณงานระหว่างทำระหว่างแผนกลดลง โดยขั้นตอนนี้จะเป็นการทำงานตามความต้องการของลูกค้า เมื่อมีความต้องการของลูกค้าถึงจะผลิต ซึ่งพอนำขั้นตอนนี้มาใช้ จะทำให้ปริมาณงานระหว่างทำของแต่ละแผนกลดลงส่งผลให้การขนส่งสินค้าจากมือผู้ส่งไปยังมือผู้รับ ลดลงไปด้วย ผลการวิจัยพบว่า การนำระบบการผลิตของโตโยต้ามาปรับใช้ในสายการผลิตเสื้อแจ็คเก็ต ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 92 งานค้างระหว่างกระบวนการลดลงร้อยละ 59 งานซ่อมลดลงร้อยละ 82 การผลิตในไลน์ผลิตเย็บร้อยละ 81 ระยะเวลาในการการขนส่งสินค้าจากมือผู้ส่งไปยังมือผู้รับลดลงร้อยละ 29 การผลิตเสื้อแจ็คแก็ตตั้งแต่ขึ้นงานตัวแรกจนงานออกเป็นตัวเสื้อแจ็คแก็ตลดลง 39 วัน </p> กิตติ กอบัวแก้ว; ประสิทธิ์ ภูสมมา; ชาญศักดิ์ บุญสาร Copyright (c) 2023 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/254565 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700