วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru
<p>วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ บทความวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ รวมถึงนวัตกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและรวบรวมผลงานวิจัย องค์ความรู้และวิชาการขั้นสูงให้กับนักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิจัย และประชาชนทั่วไปที่สนใจ</p> <p> </p>
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
th-TH
วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2351-0811
<div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div>
-
กลไกการสึกหรอของเครื่องมือตัดในกระบวนการไฟน์แบลงก์ของเหล็กกล้า JIS SPHD P/O: การวิเคราะห์ผลกระทบของระยะช่องว่าง ความเร็วในการตัด และแรงตัดเฉือนต่อการเสื่อมสภาพของพันช์และดาย
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/261602
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสึกหรอของพันช์และดายในกระบวนการไฟน์แบลงก์ สำหรับวัสดุ JIS SPHD P/O ความหนา 7 มม. โดยใช้การจำลองและการทดลองจริง โดยปัจจัยที่ พิจารณา ได้แก่ ช่องว่างเครื่องมือตัด (1-5%t) ความเร็วพันช์ (25-45 m/min) แรงกดวีริง (40-80 kN) ค่าความแข็งของพันช์และดาย (60-68 HRC) และมุมขอบคมตัด (20-45°) ในการวิเคราะห์การสึกหรอ อ้างอิงตามทฤษฎีของ Archard ซึ่งพิจารณาอัตราสึกหรอเชิงปริมาตรเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดและการเสียดสี ผลการวิจัยพบว่าช่องว่างเครื่องมือตัดที่เหมาะสมช่วยลดการสึกหรอลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ช่องว่างมากเกินไปเพิ่มการเสียรูปและอัตราสึกหรอ ความเร็วการตัดที่สูงขึ้นทำให้การสึกหรอรุนแรงขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นระหว่างกระบวนการตัดเฉือน ส่วนแรงกดวีริงที่เหมาะสมช่วยกระจายแรง เฉือนได้ดี ลดการสึกหรอ ค่าความแข็งของพันช์และดายที่สูงช่วยลดการสึกหรอ แต่หากมากเกินไปอาจทำให้เกิดการแตกร้าว ขณะที่มุมขอบคมตัดที่เหมาะสมสามารถลดแรงเสียดทานและอัตราสึกหรอของพันช์และดายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลจากการจำลองและการทดลองให้แนวโน้มที่สอดคล้องกัน สามารถใช้เป็นแนวทางปรับปรุงกระบวนการไฟน์แบลงก์ เพื่อลดการสึกหรอของเครื่องมือ ยืดอายุ แม่พิมพ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมขึ้นรูปโลหะ</p>
สุเทพ เยี่ยมชัยภูมิ
บรรยงค์ จงไทยรุ่งเรือง
ชาตรี นุชนาง
มนฤดี ผาบสิมมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
1
12
-
ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความล่าช้าโครงการก่อสร้างอาคาร สถานีดับเพลิงและกู้ภัยพระโขนงของกรุงเทพมหานคร
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/261703
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อระบุปัจจัยจัดลำดับความสำคัญ และหาแนวทางป้องกันของปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความล่าช้าโครงการก่อสร้างอาคารสถานีดับเพลิงและกู้ภัยพระโขนงของกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้นำเทคนิคเดลฟายมาใช้ในการสร้างแบบสอบถาม โดยส่งแบบสอบถามไปให้กับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อระบุปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความล่าช้า นำข้อมูลที่ได้มาจัดกลุ่มตามการแก้ไขปัญหา และนำมาสร้างเป็นแบบสอบถาม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในโครงการก่อสร้างอาคารสถานีดับเพลิงพระโขนง จำนวน 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าระดับความเสี่ยง ผลการศึกษาพบว่า ด้านปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความล่าช้าเป็นอันดับแรก ได้แก่ แบบตามสัญญาและรายการปริมาณงานและราคา (BOQ) ขัดแย้งกัน (ค่าระดับความเสี่ยง = 14.63) แนวทางป้องกัน ควรศึกษาแบบและตรวจสอบรายการปริมาณงานและราคา (BOQ) ก่อนการยื่นประมูลงาน ด้านปัจจัยที่สามารถควบคุมได้บางส่วน ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความล่าช้าเป็นอันดับแรก ได้แก่ ผู้รับจ้างขาดสภาพ คล่องกระแสเงินสด (ค่าระดับความเสี่ยง = 14.30) แนวทางป้องกัน ผู้รับจ้างควรศึกษารายละเอียดสัญญา ข้อกำหนด และดำเนินการตามสัญญาให้เข้าใจและครบถ้วน และด้านปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความล่าช้าเป็นอันดับแรก ได้แก่ บุคลากรในการทำงานไม่เพียงพอ (ค่าระดับความเสี่ยง = 14.31) แนวทางป้องกัน จ้างบุคลากรให้เหมาะสมกับราคางาน ขนาดโครงการฯ จัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับประเภทงาน และผ่านการตรวจสอบจากผู้มีความรู้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนจัดการความเสี่ยงโครงการก่อสร้างเพื่อลดความล่าช้าได้ต่อไปในอนาคต</p>
ธรรมศักดิ์ รุจิระยรรยง
จิดาภา พรหมโท
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
14
25
-
ผลกระทบของกระบวนการกดรีดผิวด้วยเซรามิกบอลที่มีต่อความแข็งผิวและ ความเค้นตกค้างในเหล็ก SKD11
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/262500
<p>การกดรีดผิวแข็งเป็นกระบวนการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของชั้นผิวโลหะทำให้เกิดผิวชิ้นงานมีความแข็ง เกิดความเค้นตกค้างภายในส่งผลให้ผิวของชิ้นงานจะมีความแข็งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ชิ้นงานมีความหยาบผิวดีขึ้น ด้วยจุดเด่นของการกดรีดผิวแข็งนี้ทำให้สามารถนำไปพัฒนาการผลิตในงานอุตสาหกรรมได้หลากหลาย เช่น การผลิตใบพัดเรือ และการผลิตแม่พิมพ์ขึ้นรูป เป็นต้น เพื่อลดขั้นตอน เวลา และความเสียหายของขั้นตอนการผลิตอื่น ๆ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการกดรีดผิวแข็งวัสดุเหล็ก SKD11 ด้วยเซรามิกบอลชนิดซิลิกอนไนไตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร ภายใต้เงื่อนไขแรงดันน้ำมันไฮดรอลิก 200, 400 และ 600 บาร์ ความลึกในการกดรีดผิวแข็ง 0.3, 0.5 และ 0.7 มิลลิเมตร ความเร็วการเคลื่อนที่โต๊ะงานของการกดรีดผิวแข็ง 2000 มิลลิเมตร/นาที อัตราป้อน 0.1 มิลลิเมตร/รอบ เมื่อกดรีดผิวแข็งเสร็จนำชิ้นงานมาทดสอบหาค่าความแข็งผิวความเค้นตกค้าง ค่าความหยาบผิว ค่าความแข็งชั้นผิวของชิ้นงานกดรีดผิวแข็ง<br />จากผลการทดลองการกดรีดผิวแข็ง พบว่าแรงดันน้ำมันไฮดรอลิกและความลึกรีดผิวแข็ง มี อิทธิพลร่วมกันที่ส่งผลต่อความแข็งผิวของชิ้นงานค่าความแข็งผิวเฉลี่ยมีแนวโน้มที่สอดคล้องกันกับค่าความเค้นตกค้างโดยค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 629.4 MHV หรือเท่ากับ 57.8 HRC ที่เงื่อนไขแรงดันน้ำมันไฮดรอลิก 400 บาร์ ความลึกในการกดรีดผิวแข็ง 0.5 มิลลิเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับกระบวนการอบชุบโลหะ ค่าความหยาบผิวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการขึ้นภาพที่สามารถยอมรับได้ความแข็งชั้นผิวมีค่าเฉลี่ย เทียบเคียงกับกระบวนการอบชุบผิวแข็ง ทำให้การกดรีดผิวแข็งมีความแข็งและความเค้นตกค้างเพิ่มมากขึ้น</p>
อัครวัฒน์ ใบกว้าง
เอกรินทร์ ทองอนุ
สุกิจ ขัดชอนใบ
สหรัฐ ถาวรรัตน์
ภาคภูมิ จำปีเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
26
40
-
แบบจำลองกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์สำหรับการคัดเลือกที่ปรึกษาโครงการภาครัฐ
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/262505
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบจำลองการประเมินด้านเทคนิคของการคัดเลือกที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและวิเคราะห์โครงการภาครัฐ ผู้วิจัยได้ทำการค้นคว้าปัจจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 สามารถกำหนดปัจจัยหลัก 5 ปัจจัย และปัจจัยรอง 17 ปัจจัย จากนั้นได้นำเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) มาใช้เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 24 คน โดยดำเนินการสอบถาม จำนวน 2 ครั้ง โดยเป็นการพิจารณาปัจจัยที่มีความสำคัญและสอดคล้องกับการประเมินด้านเทคนิคของการคัดเลือกที่ปรึกษาฯ ตามหลักการการประเมินความสอดคล้องของแบบสอบถาม (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมจนได้ 4 ปัจจัยหลัก 13 ปัจจัยรอง ปัจจัยที่ผ่านการคัดเลือกถูกนำมาหาค่าน้ำหนักความสำคัญด้วยวิธีการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic Hierarchy Process: AHP) พบว่า ค่าน้ำหนักของปัจจัยหลัก ด้านผลงานและประสบการณ์ของที่ปรึกษามีความสำคัญมากที่สุด (ค่าน้ำหนัก 0.532) รองลงมาด้านวิธีการบริการและวิธีการปฏิบัติงาน (ค่าน้ำหนัก 0.250) ด้านจำนวนบุคลากรที่ร่วมงาน (ค่าน้ำหนัก 0.135) และด้านข้อเสนอทางการเงิน (ค่าน้ำหนัก 0.083) ตามลำดับ ผลลัพธ์ดังกล่าวนำมาเปรียบเทียบกับการตอบแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 70 คน พบว่า ด้านผลงานและประสบการณ์ของที่ปรึกษาด้านวิธีการบริการและวิธีการปฏิบัติงาน และด้านจำนวนบุคลากรที่ร่วมงาน มีความสำคัญมากที่สุด ส่วนด้านข้อเสนอทางการเงินมีความสำคัญมาก สรุปได้ว่าแบบจำลองในการประเมินด้านเทคนิคการคัดเลือกที่ปรึกษาที่พัฒนาขึ้น มีความสอดคล้อง กับแบบสอบถามแบบมาตราส่วน โดยปัจจัยหลักที่มีความสำคัญมากที่สุดมีค่าน้ำหนักรวมกันมากถึง 0.92 สามารถนำไปคำนวณค่าน้ำหนักของปัจจัยเพื่อพัฒนาแบบจำลองการประเมินด้านเทคนิคของการคัดเลือกที่ปรึกษา และประยุกต์ใช้กับโครงการของภาครัฐได้ต่อไป</p>
อังคณา พันธ์หล่อ
ธิชากร จุลเกตุ
ธรรมศักดิ์ รุจิระยรรยง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
41
56
-
การศึกษาความพร้อมในการป้องกันและรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่ออัคคีภัย ชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/262914
<p>การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระดับความพร้อม ของประชาชนชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมารามในการป้องกันอัคคีภัย 2) ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัยของประชาชน 3) เปรียบเทียบระดับความรู้ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยก่อนและหลังการเข้า รับการฝึกอบรมการป้องกันและระงับอัคคีภัยของประชาชน โดยการจัดฝึกอบรมการป้องกันและระงับอัคคีภัยในชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือประชาชนในชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามด้านความพร้อมในการป้องกันและระงับอัคคีภัย และแบบทดสอบระดับความรู้ในด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัยของประชาชนในชุมชน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และร้อยละ<br />ผลการศึกษาพบว่า การประเมินการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและระงับอัคคีภัยของชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ภาพรวมของการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและระงับอัคคีภัยของชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมารามมีความพร้อมอยู่ในระดับค่อนข้างมากเมื่อพิจารณาจากทั้ง 5 ด้าน แล้วด้านที่มีความพร้อมมากที่สุดคือด้านการจัดระบบปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.60 (S.D. = 0.47) ระดับความรู้ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยของประชาชนก่อนการเข้าร่วมฝึกอบรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.00 (S.D. = 0.77) และหลังการฝึกอบรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.00 (S.D. = 0.69) เมื่อเปรียบเทียบระดับความรู้ก่อนและหลังอบรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยความรู้ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยของประชาชนหลังการฝึกอบรมมีระดับความรู้ที่เพิ่มจากระดับต่ำไประดับสูง</p>
สุภัสสร ฉิมเฉิด
อรัญ ขวัญปาน
รุจิพรรณ แฝงจันดา
ธรรมรักษ์ ศรีมารุต
อารุญ เกตุสาคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
57
67
-
การประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ในการทำงาน ของพนักงานแผนกผลิตบริษัท ศุทราแลนด์ จำกัด
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/260667
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมและการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานของ พนักงานแผนกผลิต และ 2) ประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ในการทำงานของพนักงานแผนกผลิต บริษัท ศุทราแลนด์ จำกัด ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ ใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมและการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน ของพนักงานแผนกผลิตในขั้นตอนแปรรูปไม้ยางพารา ที่ทำกิจกรรมการเลื่อยไม้และเรียงไม้ จำนวน 150 คน และประเมินความเสี่ยงด้วยวิธี REBA จากพนักงาน 48 คน แบ่งเป็นการเลื่อยไม้ 40 คน และเรียงไม้ 8 คน ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพฤติกรรมและการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน พบว่า พนักงานร้อยละ 100 ปฏิบัติงานโดยเคลื่อนไหวขา เข่า และเท้า แบบเดิมซ้ำ ๆ นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน พนักงานมีความเสี่ยงจากพฤติกรรมการทำงานระดับปานกลาง ร้อยละ 62 อุบัติเหตุวัตถุกระเด็นเข้าตามีความถี่ในการเกิดสูงที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.39 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.88) ถูกกระแทกจากของแข็งมีระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุสูงที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.59 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.99) อาการไม่สบายทางด้านร่างกาย พบว่าอาการปวดเอวมีความถี่ในการเกิดสูงที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.72 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.98) และมีความรุนแรงจากอาการปวดหลังสูงที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.90 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.97) ผลการประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ในการทำงานด้วยวิธี REBA พบว่าพนักงานเรียงไม้ ร้อยละ 100 มีความเสี่ยงสูงมาก ความเสี่ยงระดับ 5</p>
ฤดี นิยมรัตน์
พงศ์ระพี แก้วไทรฮะ
เบญจลักษณ์ เมืองมีศรี
ณัฐพงษ์ คงชาตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
68
80
-
แบบจำลองเชิงประจักษ์สำหรับคาดการณ์ระยะเวลาการสำรองไฟฟ้า: กรณีศึกษาระบบโทรคมนาคม
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/264123
<p>งานวิจัยนี้นำเสนอแบบจำลองเชิงประจักษ์สำหรับการคาดการณ์ระยะเวลาการสำรองไฟฟ้า กรณีศึกษาระบบโทรคมนาคม โดยแบบจำลองได้บูรณาการตัวชี้วัดสภาพแบตเตอรี่ (เช่น อายุการใช้งาน, ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และผลจากการคายประจุเบื้องต้น) ร่วมกับปัจจัยแวดล้อม (เช่น อุณหภูมิ และโหลด) ทั้งนี้ได้มีการเปรียบเทียบค่าระยะเวลาการสำรองไฟฟ้าที่คำนวณจากสมการที่เสนอกับค่าที่ได้จากการทดลองจนถึงแรงดันปลายทางที่กำหนด งานวิจัยนี้ใช้แบตเตอรี่ที่ทำการทดสอบระยะเวลาการ สำรองไฟฟ้าเป็นแบตเตอรี่ชนิดตะกั่วกรดขนาด 100 แอมแปร์ชั่วโมง แบ่งกรณีศึกษาการสำรองไฟฟ้าของแบตเตอรี่ออกเป็น 4 กรณี ได้แก่ ทดสอบแบตเตอรี่ใหม่โดยควบคุมอุณหภูมิ ทดสอบแบตเตอรี่เก่า โดยควบคุมอุณหภูมิ ทดสอบแบตเตอรี่ใหม่โดยไม่ควบคุมอุณหภูมิ และทดสอบแบตเตอรี่เก่าโดยไม่ควบคุมอุณหภูมิผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สมการที่นำเสนอสามารถคาดการณ์ระยะเวลาการสำรองไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำและสอดคล้องกับการทดสอบจริงทั้ง 4 กรณี โดยแบบจำลองสามารถคาดการณ์ได้ ด้วยค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ที่ 11.42% อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นเกณฑ์ใหม่ในการประเมินความน่าเชื่อถือของระบบสำรองไฟฟ้าในไซต์งานโทรคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ด้านการจัดการพลังงานและการวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันในอนาคต</p>
พรหมพักตร์ บุญรักษา
โชคชัย ชัยทิพย์
อนุสรณ์ ผ่องประภา
สมมาตร ทองคำ
ธีระพงษ์ บุญรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
81
90
-
การออกแบบเคาน์เตอร์ครัวด้วยเทคนิคการแปลงหน้าที่เชิงคุณภาพร่วมกับการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/262698
<p>งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิคการแปลงหน้าที่เชิงคุณภาพ (Quality Function Deployment: QFD) และการใช้เทคนิคกระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process: AHP) เพื่อออกแบบและพัฒนาเคาน์เตอร์ครัว ให้ตรงต่อความต้องการของลูกค้ามากที่สุด โดยได้ทำการรวบรวมข้อมูลความต้องการของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 80 ราย และผู้เชี่ยวชาญอีก 8 ท่าน จากนั้นจึงใช้ AHP กับกลุ่มตัวอย่าง 30 รายเพื่อเปรียบเทียบแบบจับคู่และคำนวณค่าน้ำหนักความสำคัญ เพื่อวิเคราะห์หาความต้องการของลูกค้าและพัฒนาสินค้าต้นแบบตามหลักเทคนิคการแปลงหน้าที่เชิงคุณภาพ ผลการวิเคราะห์พบว่า “ความแข็งแรงของโครงสร้าง” มีค่าน้ำหนักสูงสุด (0.32) รองลงมา คือ “ความสะดวกในการใช้งาน” (0.27) และ “ความทนทานต่อความชื้น” (0.21) จากผลการทดสอบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ 30 ราย พบว่ามีค่าเฉลี่ยรวม 4.48 จาก 5 โดยด้านที่ได้คะแนนสูงสุดคือ ความแข็งแรง (4.63) และความสะดวกในการใช้งาน (4.55) แสดงให้เห็นว่าการออกแบบเคาน์เตอร์ครัวไม้จริงด้วยเทคนิค QFD–AHP สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านความทันสมัย ความแข็งแรง ความปลอดภัย และความสะดวกในการใช้งาน อีกทั้งยังสร้างจุดเด่นเหนือคู่แข่งด้วยการเลือกใช้วัสดุที่ทนทานต่อความชื้นและสารเคมี รวมถึงออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสรีรศาสตร์อย่างเหมาะสม</p>
ชนาธินาถ กาเลี่ยง
ชุกรี แดสา
ดลยา บัวคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
91
104
-
แบบจำลองการประเมินความเสี่ยงอาคารหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตามวิธีการตรวจประเมินอย่างรวดเร็ว
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/262316
<p>งานวิจัยนี้นำเสนอแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยประยุกต์ใช้แนวทางการตรวจประเมินอย่างรวดเร็ว ( Rapid Visual Screening: RVS) ที่พัฒนาโดย FEMA และปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีชั้นดินอ่อน เช่น กรุงเทพมหานคร วิธีการประเมินประกอบด้วยการกำหนดคะแนนพื้นฐานตามประเภทโครงสร้าง และปรับคะแนนตามปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ความสูงของอาคาร ความไม่สมมาตรทางโครงสร้าง ลักษณะดิน และสภาพการเสื่อมสภาพของโครงสร้าง จากนั้นคำนวณคะแนนรวม (Final RVS Score) และใช้สมการโลจิสติกในการแปลงคะแนนเป็นความน่าจะเป็นของการพังทลาย การศึกษาภาคสนามดำเนินการกับอาคารตัวอย่างจำนวน 5 หลัง พบว่าความสูงของอาคารมี ความสัมพันธ์เชิงลบในระดับปานกลางกับค่า RVS (ρ = -0.625) และมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับค่าความน่าจะเป็นของการพังทลาย (ρ = +0.675) โดยอาคาร B5 มีความเสี่ยงสูงที่สุด (ความน่าจะเป็นพังทลาย 73.11%) แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องอาศัยแบบก่อสร้างหรือการวิเคราะห์เชิงลึก เหมาะสำหรับการจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการอาคารหลังแผ่นดินไหว และช่วยลดการรื้อถอนอาคารโดยไม่จำเป็น ซึ่งส่งเสริมแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน</p>
นภภูมิ อุ่นเป็ง
ไพจิตร ผาวัน
วริสรา เลิศไพฑูรย์พันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
105
119
-
การศึกษาประสิทธิภาพของกังหันน้ำขนาดเล็กร่วมกับระบบชาร์จแบตเตอรี่ สำหรับการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/264605
<p>งานวิจัยนี้เสนอการศึกษาแบบจำลองการผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำขนาดเล็กและระบบชาร์จ แบตเตอรี่ 12 โวลต์ 7 แอมแปร์-ชั่วโมง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและทดสอบการผลิตไฟฟ้ากระแสตรงจากกังหันน้ำขนาดเล็ก การทดลองได้ทำการเปรียบเทียบอัตราการไหลของน้ำที่มีผลต่อพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยทำการทดสอบการปล่อยน้ำในอัตราการไหลที่แตกต่างกันและบันทึกผลแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันน้ำขนาดเล็ก ผลการทดลองพบว่ากังหันน้ำขนาดเล็ก สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดที่ 1.68 วัตต์ เมื่ออัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ 18 ลิตรต่อนาที ซึ่งสามารถนำไปชาร์จแบตเตอรี่ 12 โวลต์ 7 แอมแปร์-ชั่วโมงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบชาร์จได้ถูกออกแบบให้สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยใช้บูสคอนเวอร์เตอร์ในการปรับกระแสไฟฟ้าในการชาร์จ ที่ 0.7 แอมแปร์ การศึกษานี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานทดแทนในชุมชนที่ห่างไกล และแสดงให้ เห็นถึงความสามารถในการผลิตและจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
เกศรา พละไชย
ประจวบ พีระพงษ์
ปรัชยนต์ นิติวัฒนานนท์
วรายุทธ ไกรวิลาศ
ธีระพงษ์ บุญรักษา
พรหมพักตร์ บุญรักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-28
2025-12-28
13 2
120
133