https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/issue/feed วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-06-30T11:12:12+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญเรือน รัศมี fit_journals@ssru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ บทความวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ รวมถึงนวัตกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและรวบรวมผลงานวิจัย องค์ความรู้และวิชาการขั้นสูงให้กับนักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิจัย และประชาชนทั่วไปที่สนใจ</p> <p>&nbsp;</p> https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/264724 การประเมินเวลาอพยพหนีไฟที่ปลอดภัย (RSET) โดยใช้ Pathfinder: กรณีศึกษาอาคารดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและผู้สูงอายุ 2025-12-01T09:31:44+07:00 ณัฐยา มีชัย meechai.nuttaya@gmail.com อารุญ เกตุสาคร arroon.k@fph.tu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จำลองเวลาการอพยพหนีไฟที่ปลอดภัย (RSET) ในเวลา กลางวันและกลางคืนเปรียบเทียบกับเวลาที่กฎหมายกำหนด 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางรูปแบบการอพยพหนีไฟให้เหมาะสมกับพื้นที่ให้สามารถอพยพคนออกจากอาคารได้ในเวลาที่น้อยที่สุดโดยใช้โปรแกรม Pathfinder มีจำนวนผู้ใช้อาคารเวลากลางวัน 176 คน และเวลากลางคืน 79 คน วิธีการศึกษาจำลองสถานการณ์เพลิงไหม้ตามสถานการณ์สมมุติ 8 สถานการณ์ โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 1) ตั้งค่าเวลาล่าช้าก่อนอพยพหนีไฟ (Delay time) และ 2) ไม่ตั้งค่าเวลาล่าช้าก่อนอพยพหนีไฟ (Delay time) ผลการศึกษาพบว่า ในเวลากลางวันสถานการณ์เพลิงไหม้บริเวณห้องพักผู้ป่วยระยะสุดท้ายใช้เวลาในการอพยพหนีไฟนานที่สุด คือ 624.3 วินาที (10.4 นาที) และเวลากลางคืนใช้เวลาในการอพยพหนีไฟ โดยรวมนานที่สุด คือ 832.8 วินาที (13.9 นาที) เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่น้อยลงส่งผลให้เวลาการอพยพหนีไฟเพิ่มขึ้นและเมื่อไม่ได้กำหนดเวลาล่าช้าก่อนการอพยพหนีไฟ (Delay time) พบว่า เวลากลางวันสถานการณ์เพลิงไหม้บริเวณห้องพักผู้ป่วยระยะสุดท้ายใช้เวลาในการอพยพหนีไฟนานที่สุด คือ 541 วินาที (9 นาที) และเวลากลางคืนใช้เวลาในการอพยพหนีไฟโดยรวมนานที่สุด คือ 767.3 วินาที (12.8 นาที) การศึกษาครั้งนี้ พบว่า ผู้ใช้อาคารใช้เวลาอพยพหนีไฟมากกว่า 300 วินาที (5 นาที) ซึ่งเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ยกเว้นสถานการณ์เพลิงไหม้ในพื้นที่ห้อง Pantry ชั้น 2 ในเงื่อนไขที่ไม่ได้กำหนด Delay time แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการลดเวลาล่าช้าก่อนการอพยพโดยสามารถนำผลการจำลองมาปรับปรุงแผนการอพยพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/264702 การออกแบบและพัฒนาเครื่องดัดท่อเหล็กกึ่งอัตโนมัติร่วมกับแบบจำลองการถดถอยพหุนามสำหรับการทำนายมุมดัดที่เหมาะสมที่สุด 2025-12-04T10:52:59+07:00 ธนภัทร มะณีแสง nazzdex.man@pcru.ac.th ณัฐพล ภู่ระหงษ์ nuttpon_t@gmail.com สุรชาติ บุญสิงห์ fit_journals@ssru.ac.th กิตตพล ลาสิงห์ fit_journals@ssru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุรประสงค์เพื่อการพัฒนาเครื่องดัดท่อเหล็กแบบกึ่งอัตโนมัติขนาดเล็กร่วมกับแบบจำลองการถดถอยพหุนามเพื่อใช้ทำนายมุมดัดที่เหมาะสมที่สุด การทดสอบดำเนินกับท่อเหล็กขนาด 3/8-3/4 นิ้ว ความยาว 5, 6 และ 7 เมตร โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงปริมาณระหว่างจำนวน รอบการหมุนของมอเตอร์มุมดัดที่เกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของความกว้างระหว่างปลายท่อหลังจากการดัด ผลการทดลองพบว่าตัวแปรทั้งหมดมีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง โดยมีค่าสหสัมพันธ์เฉลี่ยมากกว่า 0.90 จำนวนรอบมอเตอร์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมุมดัด ขณะที่มุมดัดและความกว้างระหว่างปลายท่อมีความสัมพันธ์เชิงลบ ข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าวถูกนำไปพัฒนาเป็นแบบจำลองการถดถอยพหุนาม สำหรับทำนายมุมดัดจากจำนวนรอบของมอเตอร์ ซึ่งให้ค่า R<sup>2 </sup>เฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 98 และมีช่วงความเชื่อมั่นประมาณ ±5 องศา ผลลัพธ์ยืนยันว่าเครื่องดัดท่อและแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถทำนายและควบคุมมุมดัดได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับการใช้งานจริงในงานดัดท่อเหล็กขนาดเล็ก</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/264822 การปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยใช้แนวคิดลีนและระบบติดตามผลการผลิต ในโรงงานบรรจุเครื่องดื่มกรณีศึกษา 2026-01-08T10:20:12+07:00 เกวลิน อิ่มเอิบ imerb_k@silpakorn.edu นพคุณ แสงเขียว fit_journals@ssru.ac.th พิมพ์ชนก สิทธิเทศานนท์ fit_journals@ssru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานบรรจุเครื่องดื่มกรณีศึกษา โดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีนร่วมกับการพัฒนาหน้าจอแสดงผลข้อมูลรวม (Dashboard) เพื่อลดระยะเวลาที่เครื่องจักรหยุดทำงาน การดำเนินงานอาศัยกรอบแนวคิดวงจรเดมมิ่งและเครื่องมือลีน เช่น การบำรุงรักษาเชิงป้องกันระบบ 5 ส และการกำหนดมาตรฐานการทำงาน เพื่อระบุและขจัดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ด้วยแผนภูมิพาเรโต พบว่า ความสูญเปล่าที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตมากที่สุดคือ การผลิตของเสียหรือการแก้ไขงานและการรอคอย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ด้านเครื่องจักรขัดข้องที่พบว่า เครื่อง Crowner และ เครื่อง Carton Sealer เป็นจุดวิกฤตที่มีระยะเวลาหยุดทำงานสะสมสูงสุด โดยมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น ร้อยละ 44.58 ของระยะเวลาหยุดทำงานทั้งหมด การวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้าด้วยเทคนิค Why-Why Analysis พบว่าปัญหาหลักเกิดจากการขาดการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การขาดมาตรฐานการทำงาน และพฤติกรรมการปฏิบัติงานของพนักงาน ภายหลังการนำแนวทางปรับปรุงไปใช้ พบว่าระยะเวลาการหยุดทำงานของเครื่อง Crowner ลดลงร้อยละ 94 จากเดิมร้อยละ 0.82 เหลือร้อยละ 0.047 และเครื่อง Carton Sealer ลดลงร้อยละ 76 จากเดิมร้อยละ 0.76 เหลือร้อยละ 0.175 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การบูรณาการแนวคิดลีนร่วมกับวงจรเดมมิ่งและหน้าจอแสดงผลข้อมูลรวม สามารถลดระยะเวลาที่เครื่องจักรหยุดทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างระบบการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/263482 การวิจัยและพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด: กรณีศึกษาอาคารชุดในเครือ บริษัท เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด 2026-03-17T10:53:59+07:00 จิตราวดี รุ่งอินทร์ กันกา jitravadee.ro@ssru.ac.th รวิ อุตตมธนินทร์ fit_journals@ssru.ac.th รดามณี ศรีนวล fit_journals@ssru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและแนวทางในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด 2) ออกแบบแอปพลิเคชันในส่วนงานที่ยังไม่สมบูรณ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกฝ่ายสามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงการบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น และ 3) นำเสนอแนวทางในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคารชุด ดำเนินการวิจัยในรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ผ่าน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การทบทวนวรรณกรรม 2) การสำรวจและสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3) การศึกษากระบวนการปฏิบัติงานเดิมแบบแมนนวล 4) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชัน และ 5) การสรุปแนวทางและนำเสนอต้นแบบ กลุ่มเป้าหมายคืออาคารชุดในเครือ บริษัท เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งบริหารจัดการมากกว่า 20 โครงการ ผลการศึกษาพบว่า แม้บริษัทฯ จะมีระบบเว็บแอปพลิเคชันหลัก แต่ใน 3 ระบบงานย่อย ได้แก่ 1) ระบบตรวจสอบความสะอาด 2) ระบบตรวจสอบความปลอดภัย และ 3) ระบบการจองรถตู้ ยังคงใช้กระบวนการบันทึกข้อมูลแบบแมนนวลผ่านไฟล์ตารางและเอกสารที่ขาดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลาง ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและความยากลำบากในการตรวจสอบข้อมูล ผู้วิจัยจึงนำเสนอต้นแบบแอปพลิเคชันบนระบบ Android ที่พัฒนาด้วยเครื่องมือ Canva และ Adalo โดยบูรณาการเทคโนโลยี QR Code สำหรับจุดตรวจสอบ และ GPS สำหรับติดตามตำแหน่งรถตู้ ผลการทดสอบ เบื้องต้นกับหัวหน้างานแต่ละฝ่ายและผู้เกี่ยวข้องจำนวน 8 คน พบว่า ต้นแบบแอปพลิเคชันช่วยลดขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ลดการใช้เอกสารกระดาษ และทำให้กระบวนการทำงานเป็นระบบมากขึ้น มีความถูกต้องของข้อมูลสูงขึ้น โดยมีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.44) ต้นแบบที่พัฒนาขึ้นครอบคลุม 3 ระบบหลัก พร้อมฟีเจอร์สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การสแกนจุดตรวจ การบันทึกภาพประกอบ การตรวจสอบประวัติแบบเรียลไทม์ การแสดงสถานะรถตู้ และการจองล่วงหน้า แอปพลิเคชันนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายนิติบุคคลอาคารชุด และส่งเสริมความสะดวกในการเข้าถึงบริการของผู้พักอาศัยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/263418 BraillePlay: ระบบช่วยเรียนรู้อักษรเบรลล์แบบเกม สำหรับเด็กบกพร่องทางสายตา 2026-05-09T14:43:45+07:00 รวิ อุตตมธนินทร์ ravi.ut@ssru.ac.th กิตติ ชัยตา s66122519032@ssru.ac.th <p>บทความนี้เสนอ BraillePlay ระบบเรียนรู้อักษรเบรลล์ผ่านการสัมผัสที่ออกแบบมาเฉพาะ สำหรับเด็กอายุ 6–12 ปี โดยพัฒนามาจากต้นแบบปี 2024 [6] แต่เปลี่ยนมุมมองจาก “การพัฒนา ฮาร์ดแวร์” เป็น “การประเมินการมีส่วนร่วมและประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็ก” ระบบใช้จอแสดงผล เบรลล์ 12 พิน มอดูล ESP32-CAM สำหรับอ่าน QR Code และเสียงนำทาง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่โต้ตอบได้ โดยเพิ่มมอดูลการเรียนรู้ผ่านเกมที่มีการทายตัวอักษร เกมเสียง และระบบให้รางวัลผ่านไฟ LED ประเมินประสิทธิภาพด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ 5 ระดับ และการสังเกต พฤติกรรมความสนใจโดยครู ทดสอบกับผู้เข้าร่วม 15 คน (เด็ก 10 คน, ครู 5 คน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถแสดงผลเบรลล์และอ่าน QR Code ได้แม่นยำ 100% และเล่นเสียงได้สำเร็จ 97.5% ที่สำคัญ คะแนนความพึงพอใจจากแบบสอบถาม 5 ระดับ ของเด็กอยู่ที่ 4.7/5 และของครูที่ 4.5/5 ระดับความสนใจเฉลี่ยจากการสังเกตโดยครูอยู่ที่ 4.4/5 ข้อจำกัดที่พบคือ มอเตอร์บางตัวสั่น และเสียงเล่นช้า แนวทางการพัฒนาต่อ ได้แก่ การใช้ 3D Printing สำหรับที่ยึดมอเตอร์ การรวมการ์ด S.D. สำหรับจัดเก็บไฟล์เสียง และแอปพลิเคชันเสริมสำหรับติดตามความก้าวหน้า งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้ผ่านการเล่นสามารถช่วยเพิ่มทักษะการอ่านอักษรเบรลล์ของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/267435 การประเมินความพร้อมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO 45001:2018: กรณีศึกษาโรงงานผลิตพลาสติก 2026-05-26T13:08:01+07:00 เอกบุตร อยู่สุข eakabut@kru.ac.th ณรงค์ศักดิ์ เถื่อนใย tum_tee666@kru.ac.th จรายุทธ ประทีปวรกาญจน์ jarayut@kru.ac.th จำรัส กิ่งสวัสดิ์ jamras@kru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2) วิเคราะห์ความสอดคล้องของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยกับมาตรฐาน ISO 45001:2018 และ 3) ประเมินความพร้อมของสถานประกอบการในการพัฒนาระบบเพื่อเข้าสู่การรับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยใช้กรณีศึกษาโรงงานผลิตพลาสติก การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วยเครื่องมือมาตรฐาน ได้แก่ เครื่องเก็บตัวอย่างอากาศ เครื่องวัดระดับเสียง เครื่องวัดดัชนีความร้อน และเครื่องวัดความเข้มแสง การตรวจสอบเอกสารและระบบการจัดการด้วยแบบตรวจสอบรายการที่พัฒนาจากข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 45001:2018 แนวทาง ILO-OSH 2001 และกฎหมายความปลอดภัยของประเทศไทย รวมถึงการประเมินความเสี่ยงจากกิจกรรมการทำงานโดยใช้เมทริกซ์ความเสี่ยง ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อคำนวณค่าดัชนีด้านต่าง ๆ ได้แก่ ค่าความสอดคล้องของระบบ (Compliance Score: CS) ค่าดัชนีสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Environmental Score: ES) และค่าคะแนนความเสี่ยงปรับมาตรฐาน (Normalized Risk Score: NRS) จากนั้นจึงสังเคราะห์เป็นดัชนีความพร้อมด้านความปลอดภัย (Safety Readiness Index: SRI) ผลการวิจัยพบว่า ค่า CS เท่ากับ 85.00 แสดงถึงระดับความสอดคล้องของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในระดับดี ค่า ES เท่ากับ 100.00 สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานทุกด้าน อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และค่า NRS เท่ากับ 78.80 แสดงว่าความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ดัชนีความพร้อมด้านความปลอดภัยมีค่าเท่ากับ 87.93 ซึ่งจัดอยู่ในระดับความพร้อมสูงต่อการพัฒนาระบบตามมาตรฐาน ISO 45001:2018 ทั้งนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาระบบอาชีวอนามัยและความปลอดภัย การจัดลำดับความสำคัญประเด็นปัญหาที่ต้องปรับปรุง และเป็นแนวทางเตรียมความพร้อมเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน ISO 45001:2018 ต่อไป</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/267701 การประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคารและประสิทธิภาพระบบระบายอากาศเฉพาะที่ในห้องปฏิบัติการกายวิภาคศาสตร์ 2026-05-26T12:42:40+07:00 เมธาวี ศรีไพศาล fit_journals@ssru.ac.th คชาภรณ์ วงวิพัฒน์ fit_journals@ssru.ac.th จุฑามาศ สมบูรณ์จิตฤดี fit_journals@ssru.ac.th พัณณ์ชิตา เริงรักษ์ fit_journals@ssru.ac.th ภัทรวุธ ดอกงาม fit_journals@ssru.ac.th ชัยวิชิต คิดชนะ fit_journals@ssru.ac.th อารุญ เกตุสาคร arroon.k@fph.tu.ac.th <p>ห้องปฏิบัติการกายวิภาคศาสตร์เป็นพื้นที่มีการใช้สารเคมีและแหล่งกำเนิดมลพิษหลายประเภทโดยเฉพาะสารฟอร์มาลดีไฮด์ ฝุ่นละออง และจุลชีพในอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานหากระบบระบายอากาศและสภาพแวดล้อมภายในอาคารไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร ประสิทธิภาพของระบบระบายอากาศเฉพาะที่ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคารกับประสิทธิภาพของระบบระบายอากาศในห้องปฏิบัติการกายวิภาคศาสตร์ โดยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นเวลา 4 เดือน โดยใช้เครื่องมือด้านสุขศาสตร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารและประสิทธิภาพระบบระบายอากาศ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ระดับความเข้มแสงส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ปริมาณเชื้อราในอากาศและความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กส่วนใหญ่อยู่ในระดับยอมรับได้ แม้ว่าบางจุดตรวจวัด จะพบปริมาณเชื้อราเกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของสารฟอร์มาลดีไฮด์ส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ อุณหภูมิในบางจุดตรวจวัด (17 จาก 56 จุด) รวมถึงความชื้นสัมพัทธ์และความเร็วลมในหลายจุดตรวจวัดไม่อยู่ในช่วงค่าที่ยอมรับได้ และประสิทธิภาพของระบบระบายอากาศเฉพาะที่ส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามค่าที่ออกแบบไว้ โดยไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมและระบบระบายอากาศให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/267752 การพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากเส้นใยสับปะรดเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2026-05-26T12:50:55+07:00 พลอยไพลิน น้อยบาท ployphailinnoi@mcru.ac.th จินตศักดิ์ กาญจนอโนทัย fit_journals@ssru.ac.th วสันต์ นาคเสนีย์ fit_journals@ssru.ac.th สิรินรัตน์ จันคาร fit_journals@ssru.ac.th จิรชีพ บุตรเลิศวิเศษฐีฐะ fit_journals@ssru.ac.th <p>จังหวัดราชบุรีมีพื้นที่ทำการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 35.38 เพาะปลูกสับปะรดคิดเป็นร้อยละ 6.74 ของพื้นที่ทั้งหมด ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลสับปะรดต้องตัดส่วนที่เป็นใบทิ้งทำให้ใบสับปะรดเหลือทิ้งจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีเผาทำลายเพื่อเตรียมปลูกรอบต่อไปทำให้เกิดปัญหามลพิษ ในงานวิจัยนี้ได้นำใบสับปะรดมาทำกระดาษและปรับปรุงคุณสมบัติกระดาษให้มีความเหมาะสมเพื่อนำไปขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสภาวะที่เหมาะสมที่ได้จากการทดลองผลิตบรรจุภัณฑ์ คือ กระดาษที่ความยาวเส้นใย 75 มิลลิเมตร ผสมสารให้ความคงตัว 75 กรัม และสภาวะที่เหมาะสมในการขึ้นรูป คือ อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส ความดัน 50 bar และเวลา 15 วินาที นอกจากนี้ยังศึกษาสมบัติทางกายภาพและทางกลของความยาวเส้นใยกับสารให้ความคงตัว ซึ่งประกอบด้วย การทดสอบความหนา การทดสอบความหนาแน่น การทดสอบการดูดซึมน้ำ การทดสอบความชื้น และการทดสอบแรงดึง โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ข้อมูล One Sample t-test พบว่าขนาดเส้นใยมีอิทธิพลต่อค่าการทดสอบทุกรายกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) สรุปได้ว่าความแตกต่างระหว่างขนาดเส้นใยมีอิทธิพลต่อค่าการทดสอบ โดยผลการคำนวณทางสถิตินี้เป็นไปในแนวเดียวกันกับผลการวิเคราะห์การทดสอบทางกายภาพ นอกจากนี้เมื่อทดสอบระดับความสะอาดของบรรจุภัณฑ์ ผลการทดสอบบรรจุภัณฑ์จากเส้นใยสับปะรดมีความสะอาด ไม่มีเชื้อจุลินทรีย์เจือปนสามารถนำไปใช้กับอาหารได้ ถึงแม้ว่าบรรจุภัณฑ์จากเส้นใยสับปะรดจะยังมีข้อจำกัดด้านการดูดซึมน้ำ แต่จากผลการทดสอบค่าทางกายภาพ และทางกลมีแนวโน้มที่จะสามารถพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อลดข้อจำกัดต่อไปได้ เพื่อนำไปใช้ทดแทนภาชนะพลาสติก</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/267681 การประเมินอันตรายในสภาพแวดล้อมการทำงานคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมรีไซเคิล 2026-05-27T09:15:33+07:00 ญาณิศา ชุ่มใจรักษ์ yanisachumchairak@gmail.com ลักษณา เหล่าเกียรติ laksana.laokiat@gmail.com <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ชี้บ่งอันตรายและ 2) ประเมินระดับความเป็นอันตรายในสภาพแวดล้อมการทำงานของการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยดำเนินการศึกษาผลการตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงานจากข้อมูลทุติยภูมิ จำนวน 2 รอบ การตรวจวัดระหว่าง พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2565 ร่วมกับการเดินสำรวจกระบวนการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าสูงสุด-ค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และประเมินผลการตรวจวัดสภาพแวดล้อมการทำงานเทียบค่ามาตรฐานตามกฎหมายในแต่ละด้านที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า 1) สำรวจพบอันตรายในสภาพแวดล้อมการทำงาน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านเคมี และด้านกายภาพ โดยด้านเคมีพบว่าค่าเฉลี่ยของฝุ่นรวม (≤100 µm) และฝุ่นขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ (≤10 µm) มีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับผลการตรวจวัดในปี พ.ศ. 2562 โดย ค่าฝุ่นรวมเพิ่มจาก 0.39 ± 0.02 mg/m<sup>³</sup> เป็น 0.46 ± 0.06 mg/m<sup>³</sup> และค่าฝุ่นขนาดเล็กเพิ่มจาก 0.25 mg/m<sup>³</sup> เป็น 0.33 mg/m<sup>³</sup> ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ค่าที่ตรวจวัดได้ทั้งหมดอยู่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานทางอาชีวอนามัย ขณะที่ฝุ่นทองแดงและฝุ่นตะกั่วตรวจพบในระดับต่ำมาก ส่วนด้านกายภาพพบว่าระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมงมีแนวโน้มลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับผลการตรวจวัดในปี พ.ศ. 2562 โดยลดจาก 67.40 ± 0.85 dBA เป็น 64.27 ± 0.46 dBA ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 2) ประเมินระดับความเป็นอันตรายพบว่าอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง การศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าอันตรายในสภาพแวดล้อมการทำงานคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีอยู่หลายด้านในแต่ละพื้นที่การทำงาน ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสสัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพในสภาพแวดล้อมการทำงานหลายด้านร่วมกัน โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานแบบหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/fit-ssru/article/view/267751 เครื่องแยกเส้นใยกาบมะพร้าวแบบใบตีเกลียวสลับฟันปลา 2026-05-28T09:25:05+07:00 อรนุช จินดาสกุลยนต์ fit_journals@ssru.ac.th วีระยุทธ สุริคำ surekum88@gmail.com ศุภกฤษ สุขเจริญ fit_journals@ssru.ac.th เสรี เพิ่มชาติ fit_journals@ssru.ac.th นพดล อุ่นใจ fit_journals@ssru.ac.th <p>การวิจัยเครื่องแยกเส้นใยกาบมะพร้าวมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ การออกแบบและสร้างเครื่องแยกเส้นใยกาบมะพร้าว โดยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของเครื่อง ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องที่มีขนาดโดยรวมเครื่องมีขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 130 เซนติเมตร สูง 120 เซนติเมตร โครงสร้างทำจากเหล็กฉาก ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 1 เฟส 220 โวลต์ 3 แรงม้า ความเร็ว 1,450 รอบต่อนาที มีชุดใบตี 18 ใบ เรียงแบบเกลียวสลับฟันปลาบนแกนเพลาขนาด 1.5 นิ้ว ผลการทดสอบพบว่าเครื่อง สามารถแยกเส้นใยกาบมะพร้าวแห้งหนัก 1 กิโลกรัม ภายใน 4 นาที ได้เส้นใยเฉลี่ย 0.50 กิโลกรัม และขุยมะพร้าวเฉลี่ย 0.35 กิโลกรัม ผลตามเกณฑ์มาตรฐานที่ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพ ขั้นต่ำไว้ที่ร้อยละ 80 ของน้ำหนักตัวอย่าง ดังนั้น ประสิทธิภาพโดยรวมร้อยละ 85 ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าเครื่องช่วยลดการใช้แรงงานคนได้อย่างมีนัยสำคัญ สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร และช่วยลดปัญหามลภาวะจากการเผาทำลายกาบมะพร้าว สรุปผลตามเกณฑ์มาตรฐานของผู้วิจัยที่ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพขั้นต่ำไว้ที่ร้อยละ 80 ของน้ำหนักตัวอย่าง ดังนั้น ผลการทดสอบที่ร้อยละ 85 จึงแสดงให้เห็นว่าเครื่องแยกเส้นใยกาบมะพร้าวที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา