https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/RMUTLEngJ/issue/feed วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 2022-12-23T14:03:46+07:00 กองบรรณาธิการวารสารวิศวกรรมศาสตร์ EngineeringJournal@rmutl.ac.th Open Journal Systems <p>คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มีนโยบายเร่งด่วนในการจัดทำวารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นวารสารทางวิชาการจัดพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและองค์ความรู้ทางที่น่าสนใจด้าน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการ และมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ โดยสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องได้แก่วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ วิศวกรรมระบบควบคุม วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมโทรคมนาคม วิศวกรรมเครื่องกลวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมขนถ่ายวัสดุ วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมแม่พิมพ์ วิศวกรรมโลหการ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมเหมืองแร่ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาที่เกี่ยวข้อง</p> https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/RMUTLEngJ/article/view/251131 คุณลักษณะทางความร้อนของเตาเผาถ่านชีวภาพแบบแอนิลาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตถ่านชีวภาพ 2022-12-23T09:03:54+07:00 ชัยพร มณีขัติย์ tipapon@mju.ac.th ทิพาพร คำแดง tipapon@mju.ac.th นำพร ปัญโญใหญ่ tipapon@mju.ac.th ธนศิษฏ์ วงศ์ศิริอำนวย tipapon@mju.ac.th ประชา ยืนยงกุล tipapon@mju.ac.th <p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือเพื่อศึกษาการจำลองสภาพการกระจายอุณหภูมิในเตาเผาถ่านชีวภาพแบบหุ้มฉนวนขนาด 50 100 และ 200 ลิตร โดยใช้เตาเผาแบบแอนิลา ศึกษาผลของชนิดวัสดุชีวมวล ขนาดเตา และเวลาที่ใช้ในการแยกสลายด้วยความร้อนที่มีต่อการกระจายอุณหภูมิในเตาเผาถ่านชีวภาพแบบหุ้มฉนวน ปริมาณถ่านชีวภาพ และสมบัติของถ่านชีวภาพ และหาสหสัมพันธ์ของตัวแปรในการผลิตถ่านชีวภาพ ซึ่งการออกแบบเตาเผาถ่านชีวภาพจะมีขนาดรูเจาะแกนกลาง 3.17 มิลลิเมตร จำนวน 15 24 และ 44 รูเจาะตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าเตาเผาถ่านชีวภาพขนาด 200 ลิตร ที่ใช้ชีวมวลเป็นแกลบให้ปริมาณถ่านชีวภาพสูงที่สุดเท่ากับ 51.1 เปอร์เซ็นต์ โดยจากการจำลองสภาพกระจายอุณหภูมิพบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยที่เวลา 1 2 และ 3 ชั่วโมง คือ 459.4±184.9 468.7±100.3 และ 353.1±97.8 องศาเซลเซียส ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการทดสอบให้ความคลาดเคลื่อนเท่ากับ 6.5±6.2 3.9±4.1 และ 0.9±0.9 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และจากสมการสหสัมพันธ์พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในเตาเผาไม่ได้มีผลต่อปริมาณของถ่านชีวภาพและค่าความเป็นกรด-ด่างของถ่านชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับเป็นตัวแปรมิติของเตา ได้แก่ A/Ap และ L/D เวลาที่ใช้ในการแยกสลายด้วยความร้อน และชนิดของชีวมวล ที่ส่งผลต่อปริมาณของถ่านชีวภาพ นอกจากนี้ยังพบว่า A/Ap L/D และเวลาที่ใช้ในการแยกสลายด้วยความร้อน เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าความเป็นกรด-ด่างของถ่านชีวภาพด้วย จากผลการวิเคราะห์นี้ทำให้ทราบถึงลักษณะการกระจายอุณหภูมิของเตาเผาที่มีขนาดแตกต่างกันและปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อปริมาณถ่านชีวภาพและค่าความเป็นกรด-ด่างของถ่านชีวภาพที่ได้จากกระบวนการผลิต</p> 2022-12-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/RMUTLEngJ/article/view/251132 การรับรู้จากระยะไกลเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับความชื้นของดิน: เทคนิคการตรวจวัดและแหล่งข้อมูลที่มีให้บริการ 2022-12-23T09:37:49+07:00 วิโรจน์ ละอองมณี sawarin.le@up.ac.th สวรินทร์ ฤกษ์อยู่สุข sawarin.le@up.ac.th ภาณุ อุทัยศรี sawarin.le@up.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การค้นคว้าเพื่อหาแหล่งข้อมูลความชื้นของดินที่มีการสำรวจตรวจวัดจากเทคโนโลยีการรับรู้จากระยะไกลและการพัฒนาตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานข้อมูลเพื่อเป็นพื้นฐานให้แก่นักวิจัยและผู้ที่ศึกษาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำหรับการต่อยอดองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้งานในด้านที่เกี่ยวข้อง บทความนี้ได้กล่าวถึงองค์ความรู้พื้นฐานของการรับรู้จากระยะไกล กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและการตรวจวัดความชื้นของดิน การตรวจวัดความชื้นของดินด้วยเทคโนโลยีการรับรู้จากระยะไกล รวมถึงการแสดงรายละเอียดโดยสรุปของแหล่งข้อมูลความชื้นของดินที่มีให้บริการผ่านเครือข่ายอินเน็ตพร้อมตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน การศึกษาครั้งนี้สามารถประยุกต์ใช้งานข้อมูลความชื้นของดินในการประยุกต์ใช้งานทางวิศวกรรมและด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการพื้นที่เผาไหม้ ปัญหาหมอกควัน (PM10 และ PM2.5) และการเฝ้าระวังด้านภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2022-12-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/RMUTLEngJ/article/view/251133 การเฝ้าระวังน้ำสูญเสียสำหรับโครงข่ายท่อประธานด้วยวิธีสมดุลน้ำ 2022-12-23T09:49:32+07:00 แพรวา จาววงศ์สันต์ jiramate.ch@ku.th จิรเมธ ช้างคล่อม jiramate.ch@ku.th อดิชัย พรพรหมินทร์ jiramate.ch@ku.th ชัยพร ใจแก้ว jiramate.ch@ku.th สุรชัย ลิปิวัฒนาการ jiramate.ch@ku.th <p>น้ำสูญเสียในระบบสูบจ่ายน้ำเป็นปัญหาสำคัญของหน่วยงานประปาของประเทศไทย โดยระบบสูบจ่ายน้ำสามารถแบ่งเป็นโครงข่ายท่อประธานและโครงข่ายท่อจ่ายน้ำ การประปานครหลวง (กปน.) คาดว่าโครงข่ายท่อประธานมีน้ำสูญเสีย 60-120 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงนำเสนอระบบเฝ้าระวังน้ำสูญเสียท่อประธานด้วยวิธีสมดุลน้ำสำหรับ 4 เส้นทางของสาขาประชาชื่นของ กปน. ที่มีข้อมูลมาตรวัดค่อนข้างน่าเชื่อถือ การทำสมดุลน้ำที่ใช้มี 2 วิธี คือ 1) สมดุลน้ำระยะยาว โดยคำนวณน้ำสูญเสียต่อเนื่องจากข้อมูลมาตรถาวรในระบบตรวจวัดระยะไกล SCADA และ 2) สมดุลน้ำระยะสั้น ในกรณีมาตรถาวรบางตัวมีปัญหาจะปิดมาตรเพื่อไม่ให้น้ำไหลผ่านจุดนั้นในช่วงกลางคืนทำให้สามารถคำนวณน้ำรั่วได้ชั่วคราวประมาณ 2-3 ชั่วโมง ผลการทำสมดุลน้ำวิธีที่ 1 พบว่า สามารถคำนวณน้ำสูญเสียบนเส้นทางได้ดีหากมาตรทุกตัวทำงานปกติ และวิธีที่ 2 สามารถคำนวณน้ำสูญเสียชั่วคราวได้ดี โดยทั้งสองวิธีมีความคลาดเคลื่อนในหลักสิบ ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง แสดงว่าระบบเฝ้าระวังนี้มีประสิทธิภาพในการติดตามน้ำรั่วบนท่อประธานได้</p> 2022-12-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/RMUTLEngJ/article/view/251134 การใช้วิธีการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสอบเทียบแบบจำลองชลศาสตร์สำหรับโครงข่ายท่อน้ำประปา: จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย 2022-12-23T10:04:00+07:00 ณัชพล จารุวิมลกุล jiramate.ch@ku.th จิรเมธ ช้างคล่อม jiramate.ch@ku.th อดิชัย พรพรหมินทร์ jiramate.ch@ku.th สุรชัย ลิปิวัฒนาการ jiramate.ch@ku.th <p>แบบจำลองโครงข่ายท่อน้ำประปาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจสำหรับการบริหารจัดการ ซึ่งการใช้แบบจำลองที่เป็นตัวแทนของโครงข่ายท่อน้ำประปาจริงได้ต้องทำการสอบเทียบ งานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอกระบวนการสอบเทียบแบบจำลองชลศาสตร์โดยลดค่าผลรวมผลต่างกำลังสองของอัตราการไหลจากแบบจำลองกับค่าตรวจวัด และ แรงดันจากแบบจำลองกับค่าตรวจวัด โดยอาศัยวิธีการหาค่าเหมาะสมที่สุดตามวิธีการ Brent’s Method ซึ่งมีกระบวนการดังนี้ 1) หาค่าสัมประสิทธิ์จำลองการรั่วที่เหมาะสมที่สุด 2) ปรับค่ารูปแบบการใช้น้ำโดยอ้างอิงกับข้อมูลการใช้น้ำ 3) ปรับแก้ค่าระดับจุดตรวจวัดแรงดัน และ 4) ปรับค่าความขรุขระของผนังท่อเริ่มจากอายุเส้นท่อ งานวิจัยนี้ได้ทดลองกับ 24 พื้นที่เฝ้าระวังของการประปานครหลวงสาขาสมุทรปราการโดยยกมา 1 พื้นที่เพื่ออภิปรายผล ซึ่งได้ผลรวมผลต่างกำลังสองอัตราการไหลและแรงดันเท่ากับ 4 (ลบ.ม./ชม.)2 และ 0.44 (ม.)2 ตามลำดับ</p> 2022-12-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/RMUTLEngJ/article/view/251135 การทอริแฟคชั่นเปลือกแมคคาเดเมียและกะลากาแฟจากแก๊สไอเสียแห้งและแก๊สไนโตรเจน 2022-12-23T10:25:09+07:00 สุภาภรณ์ กลิ่นเกสร kanitmana@gmail.com คณิต มานะธุระ kanitmana@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ศึกษาการทอริแฟคชั่นของเปลือกแมคคาเดเมียและกะลากาแฟที่อุณหภูมิ 200 250 และ 300 องศาเซลเซียส เวลา 30 นาที ภายใต้บรรยากาศแก๊สไอเสียแห้ง (ออกซิเจนร้อยละ 5 โดยปริมาตร) และไนโตรเจนต่อคุณสมบัติทางกายภาพ-เคมีและสมรรถนะทอริแฟคชั่น (ผลผลิตเชิงมวล ค่าความร้อน ผลผลิตเชิงพลังงานและการสูญเสียน้ำหนัก) จากการศึกษาพบว่า อุณหภูมิที่สูงและการทอริแฟคชั่นโดยแก๊สไอเสียช่วยเพิ่มปฏิกิริยาออกซิเดชั่นจึงสามารถกำจัดความชื้นและสารระเหยบางส่วนได้มากกว่าเมื่อเทียบกับไนโตรเจน ส่งผลให้ค่าความร้อนของเชื้อเพลิงทอริไฟด์มีค่าเพิ่มขึ้น ค่าความร้อนของเปลือกแมคคาเดเมียและกะลากาแฟที่ผ่านการทอริแฟคชั่นโดยแก๊สไอเสียและไนโตรเจนมีค่าอยู่ระหว่าง 23.97-30.36 และ 25.64-30.25 เมกะจูลต่อกิโลกรัม และ 21.48-29.16 และ 24.93-29.53 เมกะจูลต่อกิโลกรัม ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลผลิตเชิงมวลและผลผลิตเชิงพลังงานจากแก๊สไอเสียมีค่าลดลงมากกว่าการใช้ไนโตรเจน การใช้แก๊สไอเสียทิ้งจากกระบวนการเผาไหม้ร่วมกับการทอริแฟคชั่นมีความเป็นไปได้ในการลดต้นทุนในการปรับสภาพผลิตเชื้อเพลิงและอาจช่วยประหยัดพลังงานในหม้อไอน้ำ</p> 2022-12-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/RMUTLEngJ/article/view/251136 การใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนสำหรับนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ใหม่ในระบบอบแห้ง 2022-12-23T10:45:50+07:00 ยุงยุทธ ใต้เงาสน parin.khongkrapan@gmail.com ปริญ คงกระพันธ์ parin.khongkrapan@gmail.com หยาดฝน ทนงการกิจ parin.khongkrapan@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการออกแบบ สร้าง และทดสอบเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบไหลขวาง (Cross Flow Heat Exchanger) สำหรับนำความร้อนทิ้งจากกระบวนการอบแห้งกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องอบแห้ง ภายในเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนติดตั้งท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร จำนวน 12 ท่อ วางเยื้องแนวสลับกันทั้งสิ้น 5 แถว ทำหน้าที่เป็นทางเดินของอากาศชื้น (ของไหลร้อน) คิดเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความร้อนรวม 1.13 ตารางเมตรความร้อนจากอากาศชื้นจะถ่ายเทสู่อากาศแห้ง (ของไหลเย็น) ที่ไหลผ่านกลุ่มท่อดังกล่าว ทำให้อากาศแห้งมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่วนประกอบทุกชิ้นของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนสร้างจากวัสดุโลหะปลอดสนิมมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร (Stainless Steel; SUS304) ภายนอกหุ้มด้วยฉนวนกันความร้อนเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน จากผลการทดสอบเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนที่อุณหภูมิอากาศชื้นและอากาศแห้งขาเข้าเฉลี่ย 55 และ 36 องศาเซลเซียส โดยควบคุมให้ของไหลทั้งสองมีอัตราการไหลเชิงมวลเท่ากันเท่ากับ 0.017 กิโลกรัมต่อวินาที พบว่าเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนมีค่าประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพในการทำงานร้อยละ <br>31.58 และ 64.81 ตามลำดับ อุปกรณ์นี้สามารถอุ่นอากาศแห้งให้มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงสุดและเฉลี่ย 6.00 และ 4.42 องศาเซลเซียส และลดอุณหภูมิอากาศชื้นได้สูงสุดและเฉลี่ย 10.71 และ 6.82 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่เท่ากับ 272.40 กิโลจูล หรือคิดเป็นร้อยละ 9.16 ของความร้อนที่ปล่อยทิ้ง จากผลการทดลองอบแห้งใบมะกรูดพบว่าการติดตั้งเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนไม่ส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการอบแห้ง แต่สามารถลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะ (SEC) ร้อยละ 9.81 และเพิ่มอัตราการระเหยน้ำจำเพาะ (SMER) ร้อยละ 10.89 ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องอบแห้งที่ได้รับการปรับปรุงสูงกว่าเครื่องเดิมร้อยละ 10.88 ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานในการผลิตใบมะกรูดอบแห้งลดลงร้อยละ 9.39</p> 2022-12-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา