วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST <div> <div><strong>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี</strong><br />ISSN 3088-2516 (Online)</div> <strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยปทุมธานี (เดิม)</strong></div> <div>ISSN 2697-5289 (Print) (เดิม)<br />ISSN 2697-3820 (Online) (เดิม)</div> <div> </div> <div><strong>ขอบเขตและนโยบายวารสาร<br /></strong><strong>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี </strong>เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยปทุมธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ ประกอบด้วย การสาธารณสุข การพยาบาล การแพทย์แผนไทย วิทยาศาสตร์การกีฬา เภสัชศาสตร์ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย อนามัยสิ่งแวดล้อม และด้านอื่น ๆ ที่บูรณาการเกี่ยวข้องกับสุขภาพ</div> <div> </div> <div><strong>วัตถุประสงค์</strong></div> <div> วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ</div> <div> </div> <div> <div><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong></div> <div> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน</div> <div> ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม<br /> กำหนดการออกบทความละ 5-7 บทความ</div> <div> </div> <div> <div><strong>ประเภทบทความ</strong></div> <div> บทความวิจัย</div> <div> บทความวิชาการ</div> <div> </div> <div> <div><strong>การตีพิมพ์บทความ</strong></div> <div>วารสารรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</div> <div> </div> <div> <div> <div><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์</strong></div> <div> 1. การพิจารณาผลงานที่จะลงตีพิมพ์ต้องได้รับการพิจารณากลั่นกรอง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) จากภายในและภายนอก ซึ่งไม่ใช่สังกัดเกี่ยวกับผู้แต่ง อย่างน้อย 2 ท่าน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double blind peer review)</div> <div> 2. การพิจารณาข้อมูลในบทความถือเป็นความคิดเห็นของผู้เขียน กองบรรณธิการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรับผิดชอบใดๆ </div> <div> 3. บทความใดที่เกี่ยวกับมนุษย์ หรือสัตว์ทดลอง ต้องผ่านการพิจารณาจริยธรรมจากคณะกรรมการวิจัย</div> </div> <div><span style="font-size: 0.875rem;"> </span></div> <div> <div><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></div> <div> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุกกระบวนการ</div> </div> </div> </div> </div> </div> th-TH <p>ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะใดๆ ที่นำเสนอในบทความเป็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว โดยบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ และคณะกรรมการวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยปทุมธานี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด มหาวิทยาลัย บรรณาธิการ และกองบรรณาธิการจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดหรือผลที่เกิดจากการใช้ข้อมูลที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้ &nbsp;</p> ptujst@ptu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นฤนาท ยืนยง) ptujst@ptu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นฤนาท ยืนยง) Mon, 22 Jun 2026 13:55:48 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการพัฒนาบทบาทสถาบันการศึกษาพยาบาลบนฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ ความร่วมมือ และนวัตกรรมเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างยั่งยืน https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/264978 <p> </p> <p>บทความวิชาการนี้เป็นการบรรยายเชิงวิชาการ (Scholarly Narrative) ที่สังเคราะห์จากการทบทวนเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ร่วมกับประสบการณ์จริงจากการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมการพยาบาลเฉพาะทางการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม วัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาบทบาทสถาบันการศึกษาพยาบาลบนฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ ความร่วมมือ และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างยั่งยืนให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนโครงการมหัศจรรย์ 1,000 วัน Plus สู่ 2,500 วันในบริบทระบบสุขภาพไทย ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ที่มีโครงสร้างและเน้นประสบการณ์จริง การพัฒนาสมรรถนะด้านการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนเชิงจิตสังคม การสนับสนุนเชิงระบบ และการบูรณาการกับบริบทชีวิตจริงของมารดาและครอบครัว นอกจากนี้ ผลการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จำนวน 5 ชิ้น ซึ่งแสดงผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ได้แก่ การเพิ่มความต่อเนื่องและความมั่นใจของมารดาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยมีอัตราการคงอยู่ของการให้นมแม่อยู่ระหว่างร้อยละ 70–90 บทความนี้สะท้อนบทบาทของสถาบันการศึกษาพยาบาลในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานนวัตกรรม และนโยบายสู่การปฏิบัติจริงอย่างยั่งยืน</p> หทัยชนก บัวเจริญ, ภัทราภรณ์ แสงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/264978 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสระแก้ว https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263953 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และปัจจัยคุณภาพชีวิต ในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยประยุกต์ใช้แนวคิดองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตการปฏิบัติงานของ Walton และแนวคิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของ Peterson and Plowman ประชากรที่ศึกษาเป็นบุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 256 คน สุ่มตัวอย่างแบบเทียบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณเชิงเส้น<br /> ผลการศึกษาพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร อยู่ในระดับมาก(<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 3.76, S.D. = 0.13) ส่วนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{x}" alt="equation" /> = 3.86, S.D. = 0.67) 2) ปัจจัยคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน มีอิทธิพลต่อ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรร้อยละ 71 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;R^{2}" alt="equation" /> = 0.71)</p> พรนิภา สุบุผา, วัชราภรณ์ ฉุนแสนดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263953 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263978 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ และการยอมรับการใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ (2) ศึกษาพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ การยอมรับ และพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในอำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย อสม. จำนวน 242 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Morgan และคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ<br /> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 51–60 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ประกอบอาชีพด้านการเกษตร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001–10,000 บาท และปฏิบัติหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมาแล้วมากกว่า 10 ปี โดยภาพรวมพบว่า การยอมรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ อยู่ในระดับสูง ความรู้ ทัศนคติ และการยอมรับ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.206, 0.660 และ 0.437 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่นที่ศึกษา </p> ภานุวัฒน์ ขุนทอง, วัชราภรณ์ ฉุนแสนดี, ปรัชญกุล ตุลาชม, จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263978 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสระแก้ว https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263986 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> ความสุขในการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับบุคลากรสาธารณสุข ที่จะส่งผลให้มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงาน ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข 2) ปัจจัยด้านแรงจูงใจ ปัจจัยด้านองค์กร ในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านแรงจูงใจ ปัจจัยด้านองค์กรกับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดสระแก้ว จำนวน 250 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข อยู่ในระดับมาก ( = 3.86 , S.D. = 0.84) ปัจจัยแรงจูงใจมีผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข อยู่ในระดับมาก ( = 4.02, S.D. = 0.70) และปัจจัยองค์กรมีผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข อยู่ในระดับมาก ( = 3.93 , S.D. = 0.90) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยองค์กรกับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.784) และปัจจัยด้านแรงจูงใจกับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = 0.591)</p> พรพิมล กรวยทอง, วนัสรา เชาวน์นิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263986 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 คุณลักษณะผู้บริหารที่มีความสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากรหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ จังหวัดสระแก้ว https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263995 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณลักษณะผู้บริหาร 2) ระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร 3) ระดับความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะผู้บริหารกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยประยุกต์แนวคิดของ (Invancevich and Matteson, 2002) ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยเชิงปริมาณประชากรเป็นบุคลากรสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว จำนวน 709 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 250 คน จากสูตรของเครจซี่และมอร์แกน โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและไคสแควร์<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) คุณลักษณะผู้บริหารโดยรวม มีคะแนนเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการปฏิบัติงานโดยรวม มีคะแนนเฉลี่ยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 3) คุณธรรมจริยธรรมผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางลบกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ส่วนคุณลักษณะผู้บริหารด้านบุคลิกภาพ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านภาวะผู้นำ และคุณลักษณะโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรจังหวัดสระแก้ว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> นิดา นนท์วงษ์, วนัสรา เชาวน์นิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263995 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ตำบลวังใหม่ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263996 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับการรับรู้ในการป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช (2) ระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเอง และ (3) ระดับความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองของเกษตรกรในตำบลวังใหม่ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณโดยประยุกต์ทฤษฎี กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทุ่งกบินทร์ทั้งหมด 9 หมู่บ้าน จำนวน 274 คน โดยใช้สูตรของ Krejcie &amp; Morgan (1970) ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.95 ความคลาดเคลื่อนในการสุ่มตัวอย่าง 0.05 คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบไค-สแควร์ (Chi-Square Test) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน (Spearman’s Rank Correlation Coefficient)และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient<br /> ผลการวิจัยพบว่า ระดับการรับรู้การป้องกันตนเองจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่พฤติกรรมการป้องกันตนเองอยู่ในระดับมาก โดยระดับการศึกษา สถานภาพสมรส และประสบการณ์การประกอบอาชีพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปฏิบัติในการป้องกันตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่เพศ อายุ และรายได้ไม่พบความสัมพันธ์ นอกจากนี้ การรับรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมในระดับปานกลาง (r = .312, p &lt; .01) <br /> ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการให้ความรู้และการรับรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันตนเองที่ถูกต้องและลดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว</p> ชาญวุฒิ ปัญญาประเสริฐกิจ, วนัสรา เชาวน์นิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/263996 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลวังสมบูรณ์ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/264144 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ในเขตตำบลวังสมบูรณ์ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้วโดยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง 188คน ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรของ Krejcie&amp;Morgan ใช้การสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลากแบบไม่แทนที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอ้างอิงการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ด้วยวิธี Stepwise</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีการรับรู้ตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ในระดับปานกลาง และมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง ระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า เพศ สถานภาพสมรส มีความสัมพันธ์กับพติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ น้อยกว่า .001 และปัจจัยเอื้อ เพศ และสถานภาพสมรส ร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานได้ร้อยละ 23.18 โดยปัจจัยเสริมมีอิทธิพลทางบวกมากที่สุด รองลงมาได้แก่ เพศ และสถานภาพสมรส ตามลำดับ จากข้อค้นพบข้างต้น ควรมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว สมาชิกในชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เพื่อสร้างแรงสนับสนุนในระดับชุมชนให้แก่กลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเพิ่มการรับรู้ในด้านประโยชน์ของการดูแลสุขภาพ และลดอุปสรรคในการปรับพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงสามารถดำเนินพฤติกรรมการดูแลตนเองได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> นิธิวัฒน์ กลิ่นเกษร, วัชราภรณ์ ฉุนแสนดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/264144 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/268770 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี ขอต้อนรับผู้อ่านทุกท่านสู่วารสาร ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม -มิถุนายน 2569 ในฉบับนี้ได้รวบรวมบทความวิจัยที่มีคุณภาพและหลากหลายสาขาที่เปรียบเสมือนเป็นขุมพลังของงานวิจัยสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างยั่งยืน<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน สังคมกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพจิต โรคอุบัติใหม่ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาระบบสุขภาพในทุกระดับ การรับมือกับปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ วารสาร ฯ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของงานวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ พัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ การเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพจึงไม่เพียงเป็นการเพิ่มพูนความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การบริการสุขภาพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กองบรรณาธิการมุ่งหวังให้วารสารเป็นเวทีทางวิชาการที่ส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณค่ามีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างผลกระทบ (Impact) ต่อวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งในระดับองค์กร ชุมชน และสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย นักวิชาการ และบุคลากรด้านสุขภาพ เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้ที่ตอบสนองต่อความท้าทายด้านสุขภาพในปัจจุบันและอนาคต&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้สนใจสามารถส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฯ โดยศึกษารายละเอียดได้ที่ "คำแนะนำสำหรับผู้เขียน" ในเว็บไซต์วารสาร: https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST</p> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นฤนาท ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยปทุมธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/PTUJST/article/view/268770 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700