วารสารนวัตกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JSISD
<h2>รายละเอียดวารสาร</h2> <p>วารสารนวัตกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นวารสารวิชาการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ในลักษณะนิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) นิพนธ์ปริทัศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม, อาชีวอนามัยและความปลอดภัย, วิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ, วิทยาการคอมพิวเตอร์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแนะนำหนังสือที่น่าสนใจทางด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำหนดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 1 ฉบับ (ประจำเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม) From 2022, Journal of Science Innovation for Sustainable Development will consider articles on two issues. ทั้งนี้ต้นฉบับที่เสนอขอลงตีพิมพ์ จะต้องไม่เคยหรือไม่อยู่ระหว่างเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น และบทความดังกล่าวจะต้องเข้ารับการพิจารณาให้ความเห็น และตรวจแก้ไขทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ของวารสารนวัตกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จำนวนอย่างน้อย 3 ท่านต่อบทความก่อนลงตีพิมพ์</p> <p> </p> <p><strong>Zero tolerance policy with plagiarism</strong></p> <ul> <li>Journal of Science Innovation for Sustainable Development has an originality and a zero tolerance plagiarism policy.</li> <li>We check the submissions by using two methods such as plagiarism prevention tools and reviewer checks.</li> <li>All submissions will be checked by copycatch all in ThaiJo 2.0 and iThenticate plagiarism prevention software before being sent to reviewers.</li> </ul> <p> </p> <p>© 2019–2023 Suandusit University</p>
Faculty of Science and Technology, Suandusit University, Bangkok, THAILAND
th-TH
วารสารนวัตกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
2730-3829
<p>ลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนวัตกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ห้ามผู้ใดนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นอกจากนี้ เนื้อหาที่ปรากฎในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์</p>
-
การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับไฟป่าโดยใช้ Google’s Teachable Machine
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JSISD/article/view/258070
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับแต่งค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ข้อมูลของ Google’s Teachable Machine ให้มีความแม่นยำในการตรวจจับไฟป่า และสามารถนำเครื่องมือ Google’s Teachable Machine ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการตรวจพบการเกิดขึ้นของ ไฟป่าได้ ขั้นตอนในการดำเนินการจะเริ่มจากการศึกษาข้อมูลและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าและที่ใช้ใน Google’s Teachable Machine จากนั้นทำการเตรียมข้อมูลที่ใช้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ รูปการเกิดไฟไหม้ป่า รูปควันไฟที่เกิดจาก ไฟไหม้ป่า และรูปไม่เกิดไฟไหม้ มีการแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดแรกข้อมูล ที่ใช้เป็นชุดข้อมูลในการฝึกฝน ประเภทละ 1000 รูป ถูกนำไปสร้างเป็นการเรียนรู้ของ Google’s Teachable Machine เพื่อหาค่าปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ ที่เหมาะสม ชุดที่สองชุดข้อมูลที่ใช้ในการทดสอบจริงซึ่งเป็นรูปที่ไม่ได้ใช้ เป็นชุดข้อมูลสำหรับฝึกฝนและไม่เคยเห็นมาก่อน ประเภทละ 290 รูป ใช้เพื่อหาค่าความแม่นยำที่เกิดขึ้นจากการปรับค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ จากการใช้ Google’s Teachable Machine พบว่าค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่นำไปปรับใช้เพื่อให้ได้ค่าความแม่นยำที่เหมาะสม คือ Epoch = 60, Batch Size = 16, Learning Rate = 0.001 โดยได้ค่าความแม่นยำ (Accuracy) ที่ร้อยละ 97 เป็นค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมในการนำไปใช้ และแสดงให้เห็นว่าสามารถตรวจจับไฟป่าได้อย่างแม่นยำ ทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอด เป็นอุปกรณ์ตรวจจับไฟป่าที่มีประสิทธิรูปสูงได้ในอนาคต</p>
ศุภาพิชญ์ ขวัญอยู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-08
2026-04-08
7 1
1
18
-
ศึกษาทางเลือกการผลิตพลังงานทดแทนจากผักตบชวา กรณีศึกษา บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีน
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JSISD/article/view/257571
<p>วัชพืชน้ำชนิดหนึ่งได้แพร่กระจายในแหล่งน้ำจืด ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อระบบชลประทาน การเกษตร การคมนาคมทางน้ำ และสาธารณสุขโดยเฉพาะในลุ่มน้ำท่าจีน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาแนวทาง เพิ่มมูลค่าสำหรับวัชพืชชนิดนี้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลของผักตบชวา ลักษณะ คุณสมบัติ องค์ประกอบ การนำไปใช้ประโยชน์ และวิเคราะห์เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกจากชีวมวล และศึกษาความคุ้มค่า ในการลงทุนนำไปผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากผักตบชวา พร้อมสรุปทางเลือกการผลิตพลังงานทดแทนจากผักตบชวา ที่มีความเหมาะสม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงาน ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการแพร่ของผักตบชวาก่อให้เกิดความเสียหายในด้านต่างๆ ทั้งด้านการชลประทาน เกษตรกรรม คมนาคมทางน้ำ และสาธารณสุข โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน แต่ในทางกลับกันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น นำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ รวมถึงการนำก๊าซชีวภาพไปผลิตไฟฟ้า จากการศึกษาวิเคราะห์ทางเลือก การผลิตพลังงานทดแทนจากผักตบชวา กรณีศึกษา โรงไฟฟ้าที่ผลิตก๊าซชีวภาพ จากผักตบชวาแห่งหนึ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน มีการใช้วัตถุดิบผักตบชวา 17.93 ตันสด/วัน ถังปฏิกรณ์ ขนาด 1,000 ลบ.ม. กำลังผลิตก๊าซชีวภาพ 404.88 ลบ.ม./วัน และศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า 506.10 กิโลวัตต์/วัน สรุปผลการวิเคราะห์ได้ดังนี้ เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการนำมาผลิตก๊าซชีวภาพจากผักตบชวา คือ ถังปฏิกรณ์แบบกวนสมบูรณ์ โดยมี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ มีกระแสเงินสด เข้ามากกว่ากระแสเงินสดออก มีอัตราผลตอบแทนที่ 8% มีสัดส่วนผลตอบแทนที่ 2.59 และมีระยะเวลาคืนทุนที่ 1.27 นอกจากนี้ เทคโนโลยีการผลิต พลังงานทางเลือกจากผักตบชวาโดยการหมักแบบไร้อากาศ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5,791.44 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี เมื่อเทียบกับการใช้ เชื่อเพลิงฟอสซิล</p>
Nontanan Kuerchart
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-08
2026-04-08
7 1
19
32
-
การรับรู้ผลกระทบด้านสุขภาพของสมาชิกโครงการธนาคารขยะในพื้นที่ชุมชนสวนอ้อยและมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประเทศไทย
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JSISD/article/view/256090
<p>การจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การดำเนินโครงการธนาคารขยะจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพจากการจัดการขยะมูลฝอยของสมาชิกโครงการธนาคารขยะในพื้นที่ชุมชนสวนอ้อยและมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกโครงการธนาคารขยะจำนวน 262 คนและมีผู้ตอบแบบสอบถาม 259 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพจากการจัดการขยะมูลฝอย สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพจากการจัดการขยะมูลฝอยโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.72, S.D. = 0.78) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามิติด้านจิตวิญญาณมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.31, S.D. = 0.81) ระดับมากที่สุด รองลงมาคือมิติด้านสังคม (x̄ = 4.11, S.D. = 0.77) ระดับมาก ส่วนมิติด้านจิตใจมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (x̄ = 2.93, S.D. = 0.75) ระดับปานกลาง นอกจากนี้ พบว่าเพศและระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับการรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงการธนาคารขยะสามารถส่งเสริมการรับรู้ด้านสุขภาพและความตระหนักในการจัดการขยะของสมาชิกในชุมชน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการพัฒนากลไกการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ภูริพจน์ แก้วย่อง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-07
2026-05-07
7 1
33
43
-
พฤติกรรมการใช้สารเคมีทางการเกษตรและการปนเปื้อนสารมลพิษ จากการเพาะปลูกในพื้นที่สูง
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JSISD/article/view/256083
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สารเคมีการเกษตรและการปนเปื้อนสารมลพิษในสิ่งแวดล้อม ณ หมู่บ้านตะเพินคี่ บริเวณอุทยานแห่งชาติพุเตย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ เกษตรกรตัวแทน 52 ครัวเรือน สุ่มตัวอย่างดินเพาะปลูกมันสำปะหลังและดินจุดพักอุทยานฯ ตัวอย่างน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินในพื้นที่ใกล้เคียง วิเคราะห์สารเคมีกําจัดแมลงและศัตรูพืชกลุ่มไบไพริดิเลียมด้วย Liquid chromatography-mass spectrometry (LC-MS) กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตด้วย Gas chromatography-Flame photometric detector (GC/FPD) และกลุ่มโลหะหนักด้วย Atomic absorption spectrophotometer (AA) ซึ่งพบการปนเปื้อนพาราควอต (ไบไพริเดียม) ในดินเพาะปลูก (0.36 มก./กก.) และดินจุดพักอุทยานฯ (0.06 มก./กก.) ระดับต่ำ และพบโลหะหนักโครเมียมชนิดเฮ็กซาวาเลนท์ (680.7 มก./กก.) ในพื้นที่เพาะปลูกเกินมาตรฐานคุณภาพดินใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม ดินตัวอย่างพบสารหนู แคดเมียม ทองแดง ตะกั่ว แมงกานีส ปรอท และนิกเกิล ต่ำกว่ามาตรฐาน นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรทั้งหมดใช้สารเคมีเพาะปลูก พบร้อยละ 75.0 ใช้ติดต่อกันนานมากกว่า 10 ปี กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้ด้านผลกระทบของการใช้สารเคมีต่ำ (ร้อยละ 33.6) ซึ่งสอดคล้องข้อมูลการสะสมสารมลพิษที่คาดการณ์ว่าน่าจะเกิดจากการใช้สารเคมีต่อเนื่อง และระดับความรู้ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้สารเคมีอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ควรส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านความเสี่ยงภัยจากการใช้สารเคมี ส่งเสริมการเพาะปลูกตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อก่อเกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ</p>
สิมนัส ตรีเดช
วรรณา แสนใจกล้า
จุฑารัตน์ ศรีชูเปี่ยม
กนกอร เนตรชู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-08
2026-05-08
7 1
44
58