วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE
<p>คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ได้ดำเนินการจัดทำวารสารวิชาการชื่อ “วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม” เป็นวารสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์รับตีพิมพ์บทความด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรม ด้านการศึกษาและเทคโนโลยี เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ ความก้าวหน้าของผลงานวิชาการ แก่คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป </p> <p><img src="https://i.imgur.com/IAcHvoF.png" /></p> <p> </p> <p><img src="https://i.imgur.com/AmiQ0h5.png" /></p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p>
School of Industrial Education and Technology , King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang (KMITL)
th-TH
วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
2985-1890
<p>"ข้อคิดเห็น เนื้อหา รวมทั้งการใช้ภาษาในบทความถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน"</p>
-
การพัฒนานวัตกรรมการส่งเสริมสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครู ผ่านการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเครือข่าย
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/264291
<p style="font-weight: 400;">การร่วมมือกับโรงเรียนเครือข่ายในการพัฒนานักศึกษาครูวิทยาศาสตร์เป็นยุทธวิธีหลักของหลักสูตรผลิตครูวิทยาศาสตร์ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครูและการใช้โรงเรียนเครือข่าย 2) พัฒนานวัตกรรมการส่งเสริมสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเครือข่าย 3) ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรม และ 4) สะท้อนผลการนำนวัตกรรมไปใช้ กลุ่มที่ศึกษาประกอบด้วยนักศึกษาครูชั้นปีที่ 1 จำนวน 8 คน ครูพี่เลี้ยง จำนวน 1 คน อาจารย์ในสาขาวิชา จำนวน 6 คน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเครือข่าย จำนวน 7 คน และศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 คน เก็บข้อมูลโดยใช้ 1) แบบวัดสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครู 2) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) แบบประเมินการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และ 4) แบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้างการใช้เครือข่ายความร่วมมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัยและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาครูส่วนใหญ่ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบบรรยายและใบงานเป็นหลัก มหาวิทยาลัยใช้โรงเรียนเครือข่าย ในรูปแบบรายวิชาสังเกตการสอนและฝึกสอนในโรงเรียน แต่การบูรณาการในรายวิชาเอกของหลักสูตรยังไม่มีการดำเนินการ อย่างเป็นรูปธรรม 2) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การใช้โรงเรียนเป็นฐานในการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่าย และวงจรการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 3) นักศึกษาครูมีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สูงขึ้นแตกต่างกัน โดยออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนใช้นวัตกรรม อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาด้านการวัดและประเมินผลและการบริหารจัดการชั้นเรียนและเวลาในการทำกิจกรรม 4) การสะท้อนผลของนวัตกรรมพบว่าการทำงานร่วมโรงเรียนเครือข่ายกับมหาวิทยาลัย และอาจารย์ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครู</p>
สุรยศ ทรัพย์ประกอบ
ศิริพรรณ ศรัทธาผล
พินิจนันท์ เนื่องจากอวน
เอมอร วันเอก
พัชราภร พูลบุญ
อาทิตยา จิตร์เอื้อเฟื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
1
13
10.55003/JIE.25104
-
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ระหว่างการสอนแบบปกติกับการสอน โดยใช้ ChatGPT เป็นผู้ช่วยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในยุคดิจิทัลทรานฟอร์เมชัน
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/265005
<p>การวิจัยนี้ใช้การออกแบบการทดลองแบบ แบบแผนการวิจัยภายในกลุ่ม (Within-subjects design) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 41 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 รวม 8 คาบเรียน โดยนักเรียนแต่ละคนได้รับการสอนทั้งสองรูปแบบ คือ การสอนแบบปกติและการสอนโดยใช้แชทจีพี (ChatGPT) เป็นผู้ช่วยในงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ 4 ประเภท ได้แก่ การเขียนเรียงความตามจินตนาการ การเขียนนิทาน การเขียนบรรยายและพรรณนา และการเขียนบทพูดโน้มน้าวใจ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 2 รูปแบบ รูปแบบละ 4 แผน เกณฑ์การประเมินงานเขียนแต่ละประเภท และแบบสอบถามทัศนคติแบบปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ (Paired-samples t-test) และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แชทจีพี (ChatGPT) เป็นผู้ช่วย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 7.78, SD = 0.66) สูงกว่าการสอนแบบปกติ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 6.63, SD = 0.76) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในทุกประเภทงานเขียน นอกจากนี้ นักเรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้แชทจีพี (ChatGPT) โดยเห็นว่าช่วยเพิ่มความคล่องแคล่วในการเขียน ปรับปรุงการใช้ภาษา ขยายจินตนาการและเสริมสร้างความมั่นใจ ขณะเดียวกันนักเรียนสามารถระบุข้อจำกัดของแชทจีพี (ChatGPT) ได้อย่างมีวิจารณญาณ เช่น โครงสร้างนิทานที่เรียบง่ายเกินไปและความซับซ้อนทางภาษาในบางประเภทงานเขียน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการแชทจีพี (ChatGPT) ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยมีประสิทธิผลสูงในการพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยควรใช้เป็นเครื่องมือเสริมภายใต้การกำกับดูแลของครูและส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ควบคู่กัน</p>
กุณฑิกา ชาพิมล
ปาจารีย์ หน่วยจันทึก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
14
27
10.55003/JIE.25105
-
การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอนของนักศึกษาภาควิชาครุศาสตร์เกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/265297
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาสภาพทั่วไป พฤติกรรม และปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอนของนักศึกษาภาควิชาครุศาสตร์เกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ประชากรคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาครุศาสตร์เกษตร ปีการศึกษา 2568 จำนวน 43 คน เครื่องมือ วิจัยคือ แบบสอบถาม จำนวน 4 ตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 74.42) มีเกรดเฉลี่ย 3.00–3.49 ใช้อินเทอร์เน็ตที่บ้านผ่านสมาร์ตโฟนมากกว่า 60 นาทีต่อครั้ง นักศึกษาเห็นด้วยว่าปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ (ร้อยละ 95.35) โดยปัจจัยด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีค่าเฉลี่ยสูงสุด การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ระหว่างการเรียน อยู่ในระดับบ่อยครั้ง (ค่าเฉลี่ย 3.54) สูงสุดในด้านการเรียนออนไลน์ ส่วนการใช้ระหว่างปฏิบัติการสอนอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.07) โดยเน้นด้านการประเมินผลและการค้นคว้าข้อมูล เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยพบว่า เพศ กลุ่มวิชา สถานที่ใช้อินเทอร์เน็ต อิทธิพลทางสังคม และการคิดอย่างมีเหตุผล ส่งผลต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ระหว่างการเรียนในด้านต่าง ๆ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ปัจจัยด้านค่าใช้จ่าย รายได้ครอบครัว สถานที่ใช้อินเทอร์เน็ต การรับรู้ประโยชน์ อิทธิพลทางสังคม และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ส่งผลต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ระหว่างปฏิบัติการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลภาพรวมพบว่า ปัจจัยด้านสถานที่ใช้อินเทอร์เน็ต อิทธิพลทางสังคม และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ระหว่างการเรียนและการปฏิบัติการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยด้านบริบทการเข้าถึงเทคโนโลยีและแรงจูงใจภายใน มีบทบาทสำคัญต่อการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอน</p>
นวนนท์ รื่นนิมิตร
ศราวุธ อินทรเทศ
รัชดากร พลภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
28
40
10.55003/JIE.25106
-
การบูรณาการการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานและการฝึกอบรมฐานสมรรถนะผ่านการพัฒนาชุดเตา ชีวมวลอัจฉริยะไร้ควันและแจ้งเตือนด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266272
<p>งานวิจัยนี้นำเสนอการบูรณาการการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการฝึกอบรมฐานสมรรถนะผ่านการพัฒนาชุดเตาชีวมวลอัจฉริยะไร้ควันและแจ้งเตือนด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง โดยดำเนินการพัฒนาสื่อการสอน พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ PKSHAE model ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นศึกษาความรู้ ขั้นกำหนดวิธีแก้ปัญหาขั้นฝึกปฏิบัติจริง ขั้นตรวจปรับ และขั้นประเมินผล เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาควบคู่กับทักษะการปฏิบัติของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา หลักสูตรเทียบโอนสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าร้อยละ (%) การทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ (t-test) และค่า E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.48, SD = 0.64) ชุดการสอนมีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 83.50/83.44 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าผู้เรียนมีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 83.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54, SD = 0.61) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานและการฝึกอบรมฐานสมรรถนะตามรูปแบบ PKSHAE model สามารถพัฒนาความรู้ ทักษะปฏิบัติ รวมถึงการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งเหมาะสมต่อการจัดการเรียนรู้เชิงสมรรถนะด้านพลังงานหมุนเวียนในยุคดิจิทัล</p>
พศวัต แก้วทิพย์
ชัยยพล ธงชัยสุรัชต์กูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
41
55
10.55003/JIE.25107
-
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง ลูกประคบสมุนไพรเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์และความพึงพอใจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในจังหวัดลำปาง
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266308
<p>การวิจัยนี้ได้ศึกษาความสามารถในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นลูกประคบสมุนไพร ความคิดสร้างสรรค์ และความพึงพอใจสมุนไพร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 13 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สะเต็มศึกษาที่บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นลูกประคบสมุนไพร ประกอบด้วย กิจกรรมการทำลูกประคบสมุนไพร และกิจกรรมการทำบรรจุภัณฑ์ลูกประคบสมุนไพร 2) แบบประเมินความสามารถการอธิบายหลักการเชิงวิทยาศาสตร์ 3) แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัย พบว่า 1) ความสามารถในการอธิบายหลักการเชิงวิทยาศาสตร์หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น (ลูกประคบสมุนไพร) ภาพรวมมีค่าเท่ากับ 4.29 (0.53) อยู่ในระดับดีมาก 2) ความคิดสร้างสรรค์หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นลูกประคบสมุนไพร ทั้ง 4 ด้าน ภาพรวมมีค่าเท่ากับ 3.62 (0.5) อยู่ในระดับดี และ 3) ความพึงพอใจหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นลูกประคบสมุนไพร ภาพรวมมีค่าเท่ากับ 4.59 (0.61) อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ดวงจันทร์ แก้วกงพาน
ชัญญาณ์ภัช ธชาชม
สัตตบงกช จินดาวงศ์
ชิสาพัชร์ ชูทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
56
69
10.55003/JIE.25108
-
การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA โดยใช้การคิดเชิงออกแบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266444
<p>การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA โดยใช้การคิดเชิงออกแบบ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบต่อทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA เรื่อง อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน 3 วงจรปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ และแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากแบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ และการวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ค่าร้อยละ (%) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ผลการวิจัยพบว่า วงจรปฏิบัติการที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยรวม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 12.11, SD = 2.94) คิดเป็น 50.13% วงจรปฏิบัติการที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยรวม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 19.30, SD = 3.69) คิดเป็น 71.48% และวงจรปฏิบัติการที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยรวม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 21.03, SD = 2.64) คิดเป็น 85.67% แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบมีพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวงจรปฏิบัติการ เมื่อพิจารณาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 การคิด/แปลงสถานการณ์ปัญหา (F) มีพัฒนาการมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านที่ 2 การใช้มโนทัศน์ ข้อเท็จจริง วิธีการ และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ (E) และ ด้านที่ 3 การตีความ การประยุกต์ใช้และการประเมินผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์ (I) ตามลำดับ</p>
พรณิชา วงษ์ประเสริฐ
วรรณธิดา ยลวิลาศ
นันทณัฏฐ์ เวียงอินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
70
83
10.55003/JIE.25109
-
การพัฒนาชุดฝึกอบรมครู เรื่องกิจกรรมสะตีมศึกษา (STEAM education) บูรณาการทักษะการสื่อสาร โดยใช้การเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับแหล่งทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266196
<p>งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาชุดฝึกอบรมครู เรื่องกิจกรรมสะตีมศึกษาบูรณาการทักษะการสื่อสาร โดยใช้การเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับแหล่งทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนจารุวัฒนานุกูล จำนวน 130 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ปี รวม 560 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกอบรมครู ประกอบด้วยช่วงบรรยายและประเมินผลแบบออนไลน์ และช่วงการสาธิตและลงมือฝึกปฏิบัติแบบออนไซต์ รวม 8 – 13 ชั่วโมง ได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณภาพในภาพรวม 6 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.72, SD = 0.42) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E<sub>1</sub> = 82.46 และ E<sub>2</sub> = 85.38) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของครูหลังการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 26.33, SD = 2.20) สูงกว่าก่อนการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 17.76, SD = 3.67) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ความสามารถในการออกแบบกิจกรรมหลังการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 15.63, SD = 2.37) สูงกว่าก่อนอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.54, SD = 2.26) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการฝึกอบรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.14, SD = 0.25) แสดงว่า ชุดฝึกอบรมสามารถตอบสนองต่อความต้องการและส่งเสริมการเรียนรู้ของครูได้ดี สมรรถนะสำคัญของนักเรียนในด้านความสามารถในการสื่อสาร การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิตและการใช้เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 มีค่าเฉลี่ยคะแนนอยู่ในระดับดีเยี่ยม (ร้อยละ 83.45 และ 89.32 ตามลำดับ) ความพึงพอใจของนักเรียนทั้งสองระดับที่มีต่อกิจกรรมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.03 และ 3.94, SD = 1.02, 0.95 ตามลำดับ) แสดงว่า ครูที่ผ่านการอบรมสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนได้ดี</p>
ธนารักษ์ สารเถื่อนแก้ว
ขัณธ์ชัย อธิเกียรติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
84
98
10.55003/JIE.25110
-
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วย โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก โดยการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาร่วมกับการคิดเป็นภาพ
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266114
<p>การวิจัยนี้เพื่อ 1) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาร่วมกับการคิดเป็นภาพ หน่วย โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาร่วมกับการคิดเป็นภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนาแกพิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 22 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาร่วมกับการคิดเป็นภาพ หน่วย โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.16/84.14 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาร่วมกับการคิดเป็นภาพ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาร่วมกับการคิดเป็นภาพ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสตีมศึกษาร่วมกับการคิดเป็นภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70</p>
ชาญชัย คำมุงคุณ
อรุณรัตน์ คำแหงพล
กุลวดี สุวรรณไตรย์
สกลรัตน์ สวัสดิ์มูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
99
112
10.55003/JIE.25111
-
นวัตกรรมอิฐจากมรดกทางวัฒนธรรม: แนวทางการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจเพื่อการพัฒนาวัสดุสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนในบริบทมรดกโลก
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266165
<p>งานวิจัยนี้มุ่งแก้ไขช่องว่างที่สำคัญ ระหว่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมกับความต้องการด้านการก่อสร้างร่วมสมัย โดยพัฒนาระเบียบวิธีที่เป็นระบบ สำหรับการบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เข้ากับการออกแบบอิฐที่ยั่งยืน โดยใช้จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโกเป็นกรณีศึกษา ผู้วิจัยได้ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) เพื่อระบุปัจจัยหลักในการออกแบบ และประยุกต์ใช้กรอบการคัดกรอง "8 วิถีไทย" เพื่อสกัดองค์ประกอบทางวัฒนธรรมสำหรับการพัฒนานวัตกรรมวัสดุในงานสถาปัตยกรรม การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ (จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 250 คน) แสดงให้เห็นมิติการออกแบบที่แตกต่างกัน 6 มิติ ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนรวม 56.0% โดยมีค่าความเหมาะสมของแบบจำลองที่ยอมรับได้ (RMSEA=0.0575, TLI=0.903) ได้แก่ ลักษณะทางกายภาพ (11.89%) สุนทรียศาสตร์และการแสดงออกทางการออกแบบ (10.29%) ประโยชน์ใช้สอยและสมรรถนะ (9.65%) บริบทและความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม (8.49%) ด้านการก่อสร้างและเศรษฐกิจ (7.96%) และนวัตกรรมและความยั่งยืน (7.72%) ทุนทางวัฒนธรรมปรากฏเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการสร้างเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ นำไปสู่ต้นแบบอิฐที่ได้แรงบันดาลใจจากลายผ้าทอ จ.กำแพงเพชร การทดสอบสมรรถนะตามมาตรฐาน ASTM C67 แสดงผลลัพธ์ที่โดดเด่น คือ กำลังรับแรงอัด 26.90 MPa (สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำ 784%) และการดูดซับน้ำ 11.04% (ต่ำกว่าเกณฑ์สูงสุด 56%) การประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ (จำนวน 55 คน) ได้คะแนนโดยรวม 3.99 จาก 5.0 โดยมีจุดเด่นในด้านความเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น (4.01) ความเหมาะสมในการจับถือ (4.09) และความน่าสนใจในการออกแบบ (3.90) ผลการวิจัยนำเสนอกรอบแนวคิด ที่สามารถนำไปใช้ซ้ำได้ สำหรับการแปลงมรดกทางวัฒนธรรม ให้เป็นวัสดุสถาปัตยกรรมที่มีสมรรถนะสูง ในขณะที่รักษาความแท้จริง ระเบียบวิธีดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบช่วยเสริมทั้งการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการยอมรับในตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ผลการวิจัยมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนซึ่งมีพื้นฐานมาจากมรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล โดยมีส่วนช่วยทั้งการอนุรักษ์วัฒนธรรมและนวัตกรรมอุตสาหกรรมก่อสร้าง</p>
จตุรงค์ เลาหะเพ็ญแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
113
131
10.55003/JIE.25112
-
การตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดชุดความคิดเชิงออกแบบของนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266429
<p>การพัฒนาชุดความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Mindset: DTM) ของนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญและกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากช่วยส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ และการเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะในบริบทการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ความรู้กับปัญหาเชิงซับซ้อนในโลกจริง โรงเรียนวิทยาศาสตร์จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา DTM เพื่อสร้างนักคิด นักออกแบบ และนวัตกรที่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่สังคม อย่างไรก็ตามการศึกษาความตรงเชิงโครงสร้างของแบบวัดชุดความคิดเชิงออกแบบในบริบทโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลการวัดชุดความคิดเชิงออกแบบ (DTM) ของนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 752 คน ใช้แบบวัด DTM ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ≥ 0.80) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัด DTM มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ²/df = 2.014, CFI = 0.956, TLI = 0.948, RMSEA = 0.044, SRMR = 0.035) ตัวชี้วัดทั้งหมดมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในช่วง 0.48–0.87 (p < .001) แสดงถึงความตรงเชิงโครงสร้างในระดับสูง อีกทั้งค่าเฉลี่ยความแปรปรวนที่สกัดได้ (AVE > 0.50) และค่าความเชื่อมั่นเชิงประกอบ (CR > 0.70) ของทุกมิติอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ความตรงจำแนกผ่านเกณฑ์ Fornell–Larcker criterion ร้อยละ 77.8 โดยคู่มิติที่มีค่าสหสัมพันธ์สูงสะท้อนลักษณะการคิดเชิงบูรณาการของชุดความคิดเชิงออกแบบมากกว่าความซ้ำซ้อนทางสถิติ นอกจากนี้ค่า HTMT ทุกคู่ต่ำกว่า 0.85 ยืนยันความแตกต่างเชิงโครงสร้างของแต่ละมิติได้อย่างชัดเจน สำหรับการวิเคราะห์ระดับของ DTM พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงในมิติความมั่นใจในความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงองค์รวม และความเข้าใจผู้อื่น ขณะที่มิติการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และการยอมรับความไม่แน่นอนอยู่ในระดับปานกลาง โดยภาพรวมชุดความคิดเชิงออกแบบของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง สะท้อนแนวโน้มการพัฒนาที่มั่นคงและสมดุลในทุกมิติ สรุปได้ว่าแบบวัด DTM มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นในระดับสูง เหมาะสมสำหรับใช้ประเมินผู้เรียนในบริบทโรงเรียนวิทยาศาสตร์และสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ Design thinking–STEM–BCG เพื่อส่งเสริมสมรรถนะนวัตกรรมและการเรียนรู้เพื่อความยั่งยืนของผู้เรียน</p>
ปิยะนุช เขียวอร่าม
เอกรัตน์ ทานาค
ชาตรี ฝ่ายคำตา
พงศ์ประพันธ์ พงษ์โสภณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
132
145
10.55003/JIE.25113
-
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 และ 0 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266544
<p>การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน โดยรูปแบบการสอนนี้ได้รับความสนใจเนื่องจากช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและท้าทาย กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การสำรวจความรู้ 2. การอธิบาย 3. การเล่นเกม 4. การเสนอความคิด 5. การอภิปรายและสรุปผล ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 และ 0 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความก้าวหน้าขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จากโรงเรียนนามนราษฎร์สงเคราะห์ จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน ซึ่งได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) เท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจซึ่งประกอบด้วยรายการคำถามจำนวนทั้งสิ้น 17 รายการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน การหาค่าประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) และการหาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ผลการศึกษาพบว่า 1) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานมีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.83/77.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 2) ดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานมีค่าเท่ากับ 0.6243 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) เท่ากับ 4.43 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 0.71</p>
สิราวรรณ ไทยเมืองพล
ปวีณา ขันธ์ศิลา
ประภาพร หนองหารพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
146
159
10.55003/JIE.25114
-
การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการรับรู้และกระตุ้นการคิดสำหรับผู้สูงอายุ
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266487
<p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาปัจจัยและแนวทางในการพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการรับรู้และกระตุ้นการคิดสำหรับผู้สูงอายุรวมไปทั้งผลิตต้นแบบบอร์ดเกม และนำไปทดลองเล่นกับกลุ่มตัวอย่าง ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 30 คน คัดเลือกด้วยวิธีการเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประเมินความเหมาะสมของรูปแบบบอร์ดเกม และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการออกแบบบอร์ดเกมสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ การกระตุ้นสมองและทักษะการคิด ความเพลิดเพลินที่ก่อให้เกิดความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การเรียนรู้สิ่งใหม่ ตลอดจนการออกแบบบอร์ดเกมที่เหมาะสมกับสรีระและความปลอดภัย จากการวิเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่การพัฒนารูปแบบบอร์ดเกมจำนวน 5 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 3 ชื่อว่า “หนอนแย่งชิงกันกินใบไม้” ได้รับการประเมินความเหมาะสมด้วยคะแนนค่าเฉลี่ยสูงสุดจากผู้เชี่ยวชาญ มีความเหมาะอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20, SD = 0.17) โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทักษะ การเรียนรู้ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เมื่อผลิตต้นแบบบอร์ดเกมและนำไปทดลองใช้เล่นจริง พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีความพึงพอใจค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.70, SD = 0.81) โดยเฉพาะด้านประโยชน์ ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ตามด้วยด้านการใช้งานและความเพลิดเพลิน</p>
มณฑิตา พราหมณโชติ
โสภา หนูแดง
วรชัช บู่สามสาย
เสน่ห์ สำเภาเงิน
สมชาย ดิษฐาภรณ์
ณัฐพงษ์ ลิมปนะรังสรรค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
160
172
10.55003/JIE.25115
-
การใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำนายอาชีพด้วยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับ การคิดเชิงคำนวณสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/265082
<p>การพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์มีการประยุกต์ใช้ในหลายสาขารวมถึงการทำนายอาชีพ งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงคำนวณและอาชีพของนักศึกษา และพัฒนาโมเดลทำนายอาชีพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เข้าศึกษาในปี 2562 และ 2563 เป็นจำนวน 94 คนซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้วิธีการกรองด้วยวิธีอินฟอร์เมชันเกนเพื่อคัดเลือกคุณลักษณะที่สำคัญ การพัฒนาโมเดลทำนายประยุกต์ใช้กรอบร่างการทำเหมืองข้อมูลแบบคริสป์-ดีเอ็มด้วยอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง 5 ชนิด คือ ต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อนบ้านใกล้สุด นาอีฟเบย์ การถดถอยโลจิสติกและซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนและตรวจสอบประสิทธิภาพโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบไขว้ 10 ชุด ผลการศึกษาความสัมพันธ์พบว่า 13 จาก 21 รายวิชาได้รับการคัดเลือกเป็นคุณลักษณะสำคัญในการทำนายอาชีพ ผลการเปรียบเทียบอัลกอริทึม 5 ชนิดด้วยการตรวจสอบแบบไขว้ 10 ชุด พบว่า โมเดลเพื่อนบ้านใกล้สุดมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งมีค่าความถูกต้อง 70.71% รองลงมา คือ โมเดลนาอีฟเบย์ โมเดลการถดถอยโลจิสติก โมเดลซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนและโมเดลต้นไม้ตัดสินใจ ซึ่งมีค่าความถูกต้องที่ 68.75% 67.68% 67.50% และ 60.89% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การทดสอบโมเดลเพื่อนบ้านใกล้สุดกับชุดข้อมูลทดสอบแยกพบว่า ค่าความถูกต้องลดลงเหลือ 63.16% ซึ่งต่ำกว่าการตรวจสอบแบบไขว้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าโมเดลเพื่อนบ้านใกล้สุดควรใช้เป็นเครื่องมือเสริมในการแนะแนวอาชีพและให้คำปรึกษาอย่างรอบคอบ</p>
ชลิตา ชีววิริยะนนท์
อัญชลีพร มั่นคง
นนทศักดิ์ จันทร์ชุม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
173
186
10.55003/JIE.25116
-
ความท้าทายใหม่จากปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง: การสร้างข้อมูลเท็จ การบิดเบือนข้อมูล และการลอกเลียนวรรณกรรม
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/266560
<p>ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (GenAI) บนสถาปัตยกรรม Transformer ก่อให้เกิดความท้าทายต่อความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การศึกษาพบรูปแบบการกระทำผิด 3 ประเภท การสร้างข้อมูลเท็จเกิดใน 3 ลักษณะ ได้แก่ การเลียนแบบสำนวนการเขียนโดยอ้างอิงผู้เขียนอื่นโดยไม่ชอบ การสร้างบทความวิชาการที่มีโครงสร้างน่าเชื่อถือแต่บรรจุข้อมูลเท็จ และการสร้างอัตลักษณ์ปลอมออนไลน์เพื่อชักนำผู้อ่าน การบิดเบือนข้อมูลเกิดเมื่อปัญญาประดิษฐ์ดัดแปลงเนื้อหาต้นฉบับจนความหมายเดิมสูญเสียไป โดยการสรุปที่ขาดการตีความบริบทนำไปสู่การบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ การลอกเลียนวรรณกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เนื่องจากการถอดความด้วยปัญญาประดิษฐ์หลบเลี่ยงซอฟต์แวร์ตรวจจับแบบดั้งเดิมได้ ขณะที่การนำผลงานลิขสิทธิ์ไปใช้ฝึกโมเดลยังไร้ข้อยุติทางกฎหมาย การทดสอบเครื่องมือตรวจจับ 16 ชนิด พบว่ามีเพียง Copyleaks, Turnitin และ Originality.ai ที่มีความแม่นยำสูง เครื่องมือที่มีอยู่จัดประเภทงานเขียนของผู้ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่สองว่าเป็นเนื้อหา AI ผิดพลาดมากกว่าครึ่งหนึ่ง สะท้อนความลำเอียงที่ส่งผลเสียต่อนักวิชาการไทยโดยตรง และยังไม่มีเครื่องมือสำหรับภาษาไทย บทความเสนอกรอบการจัดการครอบคลุมการปฏิรูปกฎหมาย เทคโนโลยีตรวจจับกลยุทธ์ทางการศึกษา การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม และนโยบายสาธารณะ</p>
นนทนันท์ แย้มวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
C1
C13
10.55003/JIE.25103
-
ปัจจัยการปรับตัวของหลักสูตรด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีการออกแบบผลิตภัณฑ์ในยุค AI
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/267509
<p>การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ Artificial Intelligence ในศตวรรษที่ 21 ได้ส่งผลกระทบเชิงลึกต่อโครงสร้างของระบบการศึกษาและกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้ใช้ บทความปริทัศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการปรับตัวของหลักสูตรด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ในบริบทของยุค AI ผ่านการสังเคราะห์วรรณกรรมทางวิชาการ รายงานแนวโน้มระดับนานาชาติ และกรอบแนวคิดด้านการศึกษาเชิงนวัตกรรม ผลการสังเคราะห์พบว่า การปรับตัวของหลักสูตรไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับ AI แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ปัจจัยสำคัญประการแรกคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัล เช่น การออกแบบเชิงกำเนิด (Generative design) และระบบจำลองเสมือน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในกระบวนการออกแบบ ประการที่สองคือความต้องการทักษะแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะเชิงมนุษย์ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา ที่มีความสำคัญมากขึ้นในบริบทที่ AI สามารถทดแทนงานเชิงเทคนิคบางส่วนได้ โดยสรุป การปรับตัวของหลักสูตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในยุค AI เป็นกระบวนการเชิงพลวัตที่ต้องอาศัยการบูรณาการหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี ทักษะมนุษย์ จริยธรรม และโครงสร้างการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถเป็นนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน</p>
ธเนศ ภิรมย์การ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
A1
A10
10.55003/JIE.25101
-
บทวิจารณ์หนังสือ CO-INTELLIGENCE: ปัญญาคู่คิด
https://ph01.tci-thaijo.org/index.php/JIE/article/view/267525
<p>บทวิจารณ์หนังสือฉบับนี้วิเคราะห์แนวคิดสำคัญที่นำเสนอในหนังสือ Co-Intelligence: Living and Working with AI ซึ่งสำรวจภูมิทัศน์ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคสมัยใหม่ โดยเน้นไปที่การปรากฏขึ้นของ Generative AI และความสามารถที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่แบ่งออกเป็นสองขั้ว ทั้งความตื่นเต้นและความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต อีธาน มอลลิก (Ethan mollick) ศาสตราจารย์จาก Wharton School และผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ ได้ท้าทายให้ผู้อ่านก้าวข้ามการมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือหรือภัยคุกคาม แต่เปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่ามันคือ “ปัญญาคู่คิด” (Co-intelligence) ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่งของมนุษย์สำหรับโลกยุคใหม่ ผู้เขียนได้กล่าวถึงข้อกังวลสำคัญอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อความมั่นคงในอาชีพ ระบบการศึกษา และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ แทนที่จะเป็นการเข้ามาแทนที่หรือทำลาย มอลลิกเสนอว่า AI มีบทบาทในการแบ่งเบาภาระงาน ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียม และขยายขอบเขตของนวัตกรรมมนุษย์ให้กว้างไกลขึ้น หนังสือเล่มนี้นำเสนอคู่มือที่ครอบคลุมสำหรับการนำทางไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่นี้โดยสำรวจการประยุกต์ใช้จริง เช่น เทคนิคการเขียนคำสั่ง (Prompt engineering) ที่มีประสิทธิภาพ รูปแบบการประสานพลังระหว่างมนุษย์และ AI ที่เปรียบเทียบว่าเป็น “เซ็นทอร์” (Centaurs) และ “ไซบอร์ก” (Cyborgs) รวมถึงกลยุทธ์ในการบรรเทาความเสี่ยงจาก “อาการหลอน” (Hallucinations) ของ AI ด้วยการวางหลักการพื้นฐาน 4 ประการสำหรับการใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อหาของหนังสือยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาไว้ซึ่งความฉลาดหลักแหลมและศักยภาพเฉพาะตัวของมนุษย์ ท้ายที่สุด มอลลิกให้เหตุผลว่า การบูรณาการระหว่างปัญญาประดิษฐ์และปัญญามนุษย์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก้าวผ่านโลกยุคใหม่ และเป็นการปลดล็อกศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดเพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติในอนาคต</p>
ราตรี ศิริพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
25 1
B1
B5
10.55003/JIE.25102